วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง


ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการมองแล้ว ดวงตายังเป็นตัวสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราได้อีกด้วย ดังคำที่กล่าวว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” การดูแลถนอมดวงตาให้สดใส และอยู่คู่กับเราไปนานๆจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราสามารถมองเห็นโลกได้สดใสไปอีกนานๆ วันนี้เราจึงขอนำเสนอสูตรยาสมุนไพรใกล้ตัวแบบง่ายๆ ที่ช่วยบำรุงสายตาของเราด้วยผักบุ้งแดงกันค่ะ

ผักบุ้ง เป็นพืชน้ำ และเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเลื้อยทอดไปตามน้ำหรือดิน ที่ชื้นแฉะ ผักบุ้งแดง หรือ ผักบุ้งไทย จะมีลักษณะลำต้นเป็นปล้องกลวง สีน้ำตาลแดงหรือสีเขียว ใบเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมคล้ายหอก นิยมนำมากินกับส้มตำ ในผักบุ้งมีสารอาหารหลายชนิด ที่เป็นจุดเด่นของผักบุ้งเลยคือ วิตามินเอ ที่มีมากถึง 11,447 IU* ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น

นอกจากนั้นยังมี เส้นใย ซึ่งช่วยในระบบขับถ่าย แคลเซียม บำรุงกระดูกและฟัน ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 และวิตามินซี

(*IU ย่อมาจาก international unit เป็นหน่วยสากล เฉพาะวิตามินเอ หนึ่ง IU เท่ากับ 0.3 ไมโครกรัม เรตินอลหรือ 0.6 ไมโครกรัมของเบต้าแครอทีน)

สูตรยาสมุนไพรบำรุงสายตาจากผักบุ้งแดง
ส่วนประกอบสำคัญ ผักบุ้งแดง 500 กรัม , พริกไทยเม็ด 170 กรัม, น้ำผึ้งประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำผักบุ้งมาตากแดดให้แห้งแล้วตำหรือบดให้ละเอียด ส่วนพริกไทยเม็ดก็นำมาบดให้ละเอียดเช่นเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมให้เข้ากันดี ใส่น้ำผึ้งสักเล็กน้อย พอให้ปั้นติดกันเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าลูกกลอนที่พอกลืนได้ง่ายๆ ขนาดประมาณสาคูเม็ดใหญ่ โดยนำมารับประทานครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหาร เช้า-เย็น

สรรพคุณ ตามตำราบอกว่าสูตรยาสมุนไพรนี้จะช่วยแก้อาการตาฝ้าฟาง ตาพร่ามัว คนที่มักแสบตา น้ำตาไหลอยู่เป็นประจำ ยาสมุนไพรสูตรนี้สามารถช่วยได้ดีหากรับประทานเป็นประจำ และนอกจากการนำผักบุ้งแดงมาปรุงเป็นยาไว้ทานแล้วเรายังสามารถนำผักบุ้งแดงมาทานแบบสดๆ หรือจะลวกกินกับน้ำพริกก็เป็นอาหารบำรุงสายตาได้ดีเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผักชีลาว กลิ่นฉุน แต่มากคุณค่า


ผักชีลาว เป็นพืชที่มีกลิ่นมีหลายคนไม่ชอบ และก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ชอบกลิ่นฉุนๆของผักชีลาว นอกจากจะมีกลิ่นที่กลิ่นที่เป็นเอกลัษณ์แล้ว ผักชียังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกมากมาย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ของประดับจานอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ผักชีลาวเป็นพืชตระกูลเดียวกับผักชี เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ลำต้นมีสีเขียวเข้ม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายขนนก
ดอก มีลักษณะของเรียงสลับ มีสีเหลือง
ผลแก่ รูปทรงคล้ายรูปไข่แต่แบน สีน้ำตาลเหลือง

ผักชีลาวมีสองชนิด คือชนิดที่มีถิ่งกำเนิด ในทวีปยุโรป และชนิดที่มีถิ่งกำเนอดในเอเชียเขตร้อน

คุณค่าทางโภชนาการ
ในผักชีลาวนั้น ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่น แคลเซียม โพเเทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วอตามินบีและเบตร้าแคโรทีน

ใบสดของผักชีลาว ให้โรยบนอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังช่วยกลบกลิ่นคาวจากอาหาร เช่น กลิ่นคาวปลา เป็นต้น นอกจากนี้ในทางอุตสาหกรรม ผักชีลาว ยังใช้แต่งกลิ่นน้ำซอส สตู ขนม ผักดอง เป็นต้น

สรรพคุณทางสมุนไพรและการรักษาโรค
ใบสดของผักชีลาว 60 กรัม น้ำมาต้มทานแบบชา ช่วยขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี ยอดอ่อนของผักชีลาว มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆเหมาะกับคนที่ท้องผูกบ่อยๆ

ใบสดของผักชีลาวนำมาบดให้ให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำแล้วผสมกับนมให้เด็กอ่อนรับประทาน มีสรรคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ นอกจากนี้หากนำใบมาพอกแผลสดจะช่วยให้แผลสมานกันไว้ขึ้น และยังช่วยรักษา โรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื่อน ฝี เป็นต้น

ผลแก่ของผักชีลาวนำมาตากให้แห้งสนิทแล้วบดให้ละเอียด ชงกับน้ำดื่มวันละ 4-5 แก้วมีสรรพคุณ ช่วยแก่อาการปวดท้อง ช่วยขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการ จุเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟื้อ ลำต้น

ต้นของผักชีลาว น้ำมาต้มกับน้ำสะอาด และรับประทาน มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ ช่วยลออาการบวมน้ำ แก้โรคเหน็บชา บรรเทาอาการกน้ามือวิงเวียนศีรษะ และยังมีช่วยบำรุงตับและม้าน ให้ทำงานดรขึ้นด้วย










ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org/wiki/ผักชีลาว
ขอบคุณขุอมูลจาก www.theodore-international.com/pictures/Dill-1.jpg

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของแซลมอน


ปลาวิเศษมีชื่อว่า “แซลมอน” ได้ชื่อว่าเป็นปลาจากแหล่งบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษและมีคุณค่ามากมาย จัดว่าเป็นปลาที่มีโอเมกา 3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา 3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ช่วยขจัดอาการอัลไซเมอร์ (หลงลืม) และสภาวะจิตใจหดหู่ รวมถึงโรคหัวใจ มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

สงสัยมากว่าทำไมปลาแซลมอนถึงหายาก
หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมปลาแซลมอนถึงหายาก ก็คงเป็นเพราะแซลมอนมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าแซลมอนจะเป็นปลาทะเลในเขตหนาวจัด (Cold-Water Fish) ก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะให้กำเนิดแซลมอนรุ่นใหม่แล้ว มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำจากท้องทะเล กระโดดข้ามเกาะแก่งมากมาย เพื่อกลับขึ้นไปวางไข่ในแหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่ตัวเองเกิด ซึ่งบรรพบุรุษของแซลมอนแต่ละตัวได้เลือกเอาไว้แล้วเท่านั้น และต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งเดือนเป็นระยะทางไกลกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร โดยไม่ได้กินอาหารเลย แต่จะใช้ไขมันที่สะสมในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในท้องทะเลมาหล่อเลี้ยงชีวิตใน ช่วงนั้น ดังนั้นกว่าจะถึงจุดหมายจะสูญเสียน้ำหนักไปมากถึง 40%

"แซลมอน" ได้ชื่อว่าเป็นปลาจากแหล่งบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษและมีคุณค่ามากมาย เพราะระหว่างที่อยู่ในทะเล แซลมอนจะสะสมไขมันจากการกินแพลงตอนและสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นไขมันจำเป็นที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแต่สร้างขึ้นเองไม่ได้ นั่นคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เรียกว่า โอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อมนุษย์

รู้หรือไม่ว่าปลาแซลมอนที่ดีต้องมีลักษณะผิวสีส้มสลับกับสีชมพูอ่อนๆ มีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวทั่วถึง ไม่แห้ง ปลาแซลมอนจะแบ่งออกเป็นปลาแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์มและปลาแซลมอนที่จับได้เองตามธรรมชาติ โดยแหล่ง ปลาแซลมอนที่สำคัญของโลก มีอยู่ 2 แหลง่ ใหญ่ๆ ก็คือ มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก เรียกว่า Atlantic Salmon และ Pacific Salmon

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ปลาทะเลเขตหนาวของมหาสมุทรแอตแลนติก (หรืออลาสก้าของประเทศสหรัฐอเมริกา) จะมีโอเมกา 3 มากกว่าในเขตร้อน โดยเฉพาะปลาแซลมอนจัดว่าเป็นปลาที่มีโอเมกา 3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา 3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะผู้หญิงถ้ากินปลาเดือนละครั้ง หรือน้อยกว่านั้นจะมีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยสูงกว่าผู้หญิงที่กินปลาทุกๆ สัปดาห์ นั่นเป็นเพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นปัจจัยหลักในการส่งผลต่ออารมณ์ผู้หญิงโดยตรง

ทีนี้มาดูกันว่าคุณประโยชน์ของโอเมก้า 3 ที่ได้จากปลาแซลมอนมีอะไรบ้างนะ?
เคยสงสัยกันไม๊ว่าคนทางแถบเมดิเตอร์เรเนียน หรือชาวเอสกิโม หรือพวกอเมริกันท้องถิ่นแถบตะวันตกเฉียงเหนือ รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จัก ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของปลาแซลมอนที่มีความหวานมันที่สุด ทำไมถึงสุขภาพดีกันนักนะ เรื่องนี้ผลการวิจัยจากสถาบันผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งต่างเห็นพ้องกันว่า นั้นเพราะเขาเน้นรับประทานอาหารทะเลสดๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะปลาแซลมอน ที่ลือชาในรสชาติและเป็นปลาที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในแถบนี้ ซึ่งให้คุณประโยชน์ต่างๆ ดังนี้
-มีประสิทธิภาพสูงในการลดคอเลสเตอรอลและไขมันที่ชอบสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด
-ช่วยชะลอการปวดบวมของโรคกล้ามเนื้ออักเสบและโรครูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังและทำให้ ข้อพิการ
-ช่วยลดการเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งสำไส้ใหญ่ เป็นต้น
-สามารถทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ เมื่อรับประทานเป็นประจำ กรด DHA จะช่วยพัฒนาสมอง สายตา ความจำและการเรียนรู้
-ช่วยระงับอารมณ์ ยับยั้งอาการป่วยและความห่อเหี่ยวทางจิตใจ ซึ่งมีผลมาจากสมอง

ทีนี้ทราบกันแล้วใช่ไม๊ว่า การรับประทานปลาแซลมอนจึงมีคุณค่าทางโปรตีนสูง ส่วนไขมันและคอเลสเตอรอลนั้นต่ำมาก และยังสามารถทดแทนสารอาหารที่ได้จากเนื้อวัว เนื้อหมู และสัตว์อื่นๆ นอกจากนี้นักวิจัยชาวออสเตรเลียยืนยันมาว่าหากรับประทานบ่อยครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อร่อยได้คุณค่า…สาหร่ายทะเล


สาหร่ายทะเล จัดเป็นพืชผักที่ให้พลังงานต่ำ ย่อยง่าย แต่มีคุณค่าอาหารสูง มีหลายชนิด เช่น สาหร่ายโนริ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายวาคะเมะ จะมีสารอาหารมากเป็นพิเศษ สารอาหารที่มีในสาหร่ายทะเล คือ โปรตีนซึ่งมีมากกว่าในเนื้อสัตว์ มีแคลเซียมมากกว่านมถึง 14 เท่า ธาตุเหล็กมีมากกว่าเนื้อสัตว์ 3-8 เท่า มีไอโอดีนมากกว่าในอาหารทะเล และยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ไทอามีน ไรโบฟลาวิน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และไนอาซีนมากกว่าในผัก ผลไม้

มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระดูกผุ ชำระล้างหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต รักษาโรคท้องผูก สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค บรรเทาไขข้ออักเสบ เป็นยาระงับประสาท ช่วยกำจัดแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อสารมะเร็ง

ที่สำคัญสาหร่ายทะเล เป็นอาหารและขนมที่ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ และคุณผู้หญิงที่ห่วงใยดูแลรูปร่าง เพราะเป็นอาหารที่มี ไขมัน แคลอรี่ที่ต่ำ ให้โปรตีนสูง ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย และผิวพรรณ ซึ่งในปัจจุบัน สาหร่าย ยังเป็นส่วนประกอบที่ช่วย เพิ่มรสชาติให้กับหลายเมนูทั้งอาหารไทย และอาหารญี่ปุ่น และยังเป็นเครื่องปรุงสำคัญของอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์อีกด้วย สาหร่ายทะเลส่วนใหญ่อุดมด้วยคุณค่าดังต่อไปนี้

1. ทองแดงและเหล็ก มีประโยชน์ต่อเลือด
2. แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. โพแทศเซียม ช่วยควบคุมเซลล์รวมถึงความสมดุลของน้ำในร่างกาย
4. แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
5. ไอโอดีน จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมนี้ผลิตฮอร์โมนควบคุมระบบการเผาผลาญ อาหารในร่างกายให้เป็นปรกติ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย ถ้าขาดไอโอดีน ต่อมไทรอยด์จะบวมโต ทำให้เป็นโรคคอพอกได้
6. ใยอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระทำให้ท้องไม่ผูกและเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหาร
7. วิตามินบีและเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่ายที่นำมาปรุงอาหาร
8. สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

แม้ว่าสาหร่ายจะมีประโยชน์อันหลากหลาย แต่หากทานมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน เพราะตามปกติสาหร่ายอบแห้งธรรมดาที่ยังไม่นำมาปรุงอาหารก็มี รสเค็มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อนำมาปรุงรสโดยการอบซอส ปริมาณของโซเดียมในสาหร่ายจึงมีมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับไอโอดีน มากเกินความต้องการ ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ มีอาการกระวนกระวาย ใจสั่น และหิว ตลอดเวลา

นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลยังมีสารจำพวกนิวคลีอิก ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ แล้วถ้ากินมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ด้วย ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันเลือดสูง ก็จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการกินสาหร่ายที่มีเกลือโซเดียมสูง

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

มะรุมผักพื้นบ้าน รวมแร่ธาตุ สารอาหารหลายชนิด


มะรุม ผักพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานเป็นผักที่มีแร่ธาตุและสารอาหารหลายชนิด มีสรรพคุณทั้งในทางสมุนไพรและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

มะรุม เป็นไม้ยืนต้น ที่โตเร็ว ทนแล้งได้ดี ใบมีลักษณะประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อ สีขาว ดอกมีรสชาติ หนาว ขมและมันเล็กน้อย ผลของมะรุมมีลักษณะเป็นฝักยาว มีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้มสามปีก เส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

สรรพคุณทางยาสมุนไพร
ใบ - ช่วยถอนพิษไข้ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
ราก - บำรุ่งธาตุไฟ รักษาโรคปวดข้อ โรคไขข้อ แก้อาการบวม
ฝัก - แก้ไข้ ลดความดันโลหิตสูง
ยาง - แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อโรคไทฟรอยด์
เปลือกลำต้น - ขับลมในลำไส้
ยอดอ่อน - ช่วยถอนพิษไข้

คุณค่าทางอาหาร
ใบ ใบของมะรุม มีแคลเซียมสูงเทียบ(ปริมาณพอๆกับนมสด) มีวิตามินซีเท่ากับส้มหนึ่งลูก มีวิตามินเอสูงและมีธาตุเหล็กสูงกว่าผักขม
ฝัก ฝักมะรุม 100 กรัม ประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัมกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลิกรัม วิตามินเอ 532 IU และเส้นใย 1.2 กรัม มะรุม 100 กรัมยังให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่
เมล็ด เมล็ดของมะรุมสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน จะมีคุณสมบัติบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

ประโยชน์ของมะรุม
1. มะรุมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
2. สามารถใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด จนอายุ 10 ปี
3. ช่วยลดความดันโลหิต
4. รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ โรคพยาธิที่ลำไส้ เป็นต้น
5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
6. วิตามินเอในมะรุมนั้น ช่วยบำรุงสายตา
7. รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

🍃🍃สะระแหน่ สมุนไพรไทย สรรพคุณเกินคำบรรยาย🍃🍃


สะระแหน่ (Peppermint/Mint) เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรสหรือกลิ่นของสะระแหน่จากยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเครื่องสำอางอีกด้วย

สะระแหน่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมีเมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้

🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃
1.ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
2.ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ
3.ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง
4.ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์
5.ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ
6.บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด
7.แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี

เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

ประโยชน์จากตะไคร้ สุดยอดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ


ตะไคร้ ถือว่าเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอมและดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ประโยชน์ของตะไคร้ก็ยังมีดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว สงสัยล่ะสิว่าตะไคร้มีดีอย่างไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลย

รักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถลดอาการอักเสบที่เป็นสาเหตุของอาการปวดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดฟัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อก็ตาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย โดยให้นำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาถูนวดบริเวณที่มีอาการปวด หรือทำน้ำตะไคร้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการอักเสบจากภายในก็ได้

บำรุงสุขภาพด้วยวิตามินมากมาย
ต้องบอกเลยว่าตะไคร้มีวิตามินเยอะมาก ซึ่งล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเราทั้งสิ้น จึงสามารถบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินที่พบมากในตะไคร้ได้แก่ วิตามินอี วิตามินบี วิตามินซี และพวกแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม เป็นต้น

ล้างสารพิษ
ตะไคร้มีฤทธิ์ในการขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย โดยจะชะล้างสารพิษจากระบบย่อยอาหาร ตับ ไต กระเพาะปัสสาวะและขับออกทางปัสสาวะนั่นเอง ซึ่งก็จะทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย


บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในตะไคร้เป็นจำนวนมาก จึงสามารถบำรุงผิวพรรณให้มีความสวยใสเปล่งปลั่งได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงและป้องกันการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมากกว่าครีมบำรุงผิวหลายชนิดเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครอยากมีผิวสวยดูอ่อนกว่าวัย อย่ามองข้ามตะไคร้เป็นอันขาด

ช่วยย่อยอาหาร
สำหรับใครที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย ตะไคร้ก็ช่วยได้เหมือนกัน โดยจะกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถแก้อาการหวัด บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด ลดแก๊สในลำไส้และแก้อาการท้องเสียได้ดีอีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะนิยมทานในรูปของชาตะไคร้นั่นเอง

บำรุงระบบประสาท
ตะไคร้สามารถบำรุงระบบประสาทได้ดี โดยจะช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทและสมอง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลายและลดอาการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี รวมถึงผู้ที่มีอาการมือชาเท้าชาด้วย

เห็นไหมว่าสมุนไพรตะไคร้ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังมากไปด้วยประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหรือผิวพรรณก็ตาม เพราะฉะนั้นหันมาทานตะไคร้บ่อยๆ กันดีกว่า ทั้งตะไคร้สด น้ำตะไคร้ ชาตะไคร้หรือจะสูดลมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้เพื่อสร้างความผ่อนคลายก็ได้

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...