วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

"ชะพลู" พืชมหัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารอาหาร



ชะพลู เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณทางยามีฤทธิ์ แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับภายลม บำรุงธาตุ เป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ท้อง อืดเฟ้อ แก้อุระเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ต้าน เกาะกรุมของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง แก้ขัดเบา เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง

🌿🌿สรรพคุณของใบชะพลู🌿🌿

🌿 ดอก : ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้

🌿 ราก : ขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

🌿 ต้น : ขับเสมหะในทรวงอก

🌿 ใบ : มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ ในใบชะพลูมีสาร เบต้า-แคโรทีน สูงมาก

รากนั้นใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบมีคุณสมบัติเจริญอาหารและขับเสมหะ เถาและรากก็ใบขับเสมหะเหมือนกัน รับประทานใบชะพลูบ้างเพื่อปรับธาตุปรับสมดุลในร่างกาย แต่อย่ามากเกินเพราะอาจเป็นพิษกับตัวคนกินได้ ดังนั้นรู้จักความพอดีได้ในใบชะพลู


🌿🌿วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย🌿🌿

👉 แก้เบาหวาน เอาต้นชะพลู ทั้ง 5 (เอาทั้งต้นตลอกถึงราก) มา 1 กำมือ พับเป็น 3 ทบใช้ ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปราะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี่ยวเหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ได้ผลชะงัดหรือจะเอาใบชะพลูทั้งต้นและใบ 9 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในภาชนะพร้อมด้วยน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานให้หมดก่อนอาหารเย็น โดยรับประทาน 15 วันต่อครั้ง เมื่อรับประทานไปได้ 2 ครั้ง ภายใน 30 วันแล้ว

👉 ยาแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เอาเปลือกหอยแครง 7 ฝา (เผาไฟให้เป็นขี้เถ้า) กับต้นชะพลูทั้ง 5 นำมาย่างไฟให้กรอบ ตำผสม กันให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อน รับประทานต่างน้ำชามีสรรพคุณแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆได้ผลชะงัด

👉 แก้ขัดเบา เอาต้นแจงทั้ง 5 หนัก 3 ตำลึง ชะพลู หนัก 3 ตำลึง แก่น ไม้สัก 3 ตำลึง ตัวยาทั้ง3 นี้ ใส่หม้อดิน กับน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยว ให้เหลือ 1 ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน เช้า-เย็น แก้ขัดเบาได้ผลชะงัก 4. เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ นำใบชะพลูมาจิ้มน้ำพริก หรือกะปิหลน น้ำพริกปลาป่น หรือจะนำใบชะพลูมาทำเมี่ยงคำ ทานวันละ อย่างน้อย ๗ ใบ ทุกวัน จะทำให้ธาตุปกติ เจริญอาหาร ขับเสมหะได้ดี

👉 ชะพลู ทั้งต้นรวมราก จำนวน 3 ต้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ตักดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็น ดื่มจนตัวยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มให้ครบ 15 วัน จึงหยุด แก้โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง เมื่อเป็นแล้วทำให้เลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองมีปัญหา ก่อให้ เกิดอาการเส้นโลหิตแตกหรือหัก เสียชีวิตได้

👉 แก้อาการบิด ด้วยการใช้รากประมาณครึ่งกำมือ ใช้ผลประมาณ 3 หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก)

👉 ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก,ทั้งต้น)

👉 ช่วย ขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ดอก,ราก)

👉 รากชะพลูเป็นหนึ่งในส่วนผสม ของตำรับสมุนไพรพิกัดยาตรีสาร ซึ่งช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม


🌿🌿ข้อควรระวัง🌿🌿

ใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญ คือ แคลเซียมและวิตามินเอซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย และสารคลอโรฟิล ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียด การกินใบชะพลูมาก ๆ ชนิดที่เรียกว่า กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ อาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วันนี้เราจึงมีเมนูที่มีใบชะพลูเป็นส่วนประกอบ นั่นก็คือเมนู แกงอ่อมหอยขม เป็นอีกหนึ่งเมนูของอาหารอีสานที่ชาวอีสานหลายคนไม่เคยลืม เป็นเมนูที่มีรสชาติจัดจ้าน แลมีความหอมของใบชะพลู ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากอร่อยแล้วยังได้ประโยชน์จากใบชะพลูอีกด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สาหร่ายทะเล ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!



สาหร่ายทะเลมีหลากหลายแบบและแต่ละแบบก็มีมากกว่าหนึ่งชนิด และเราก็รู้จักพืชชนิดนี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “สาหร่ายสีเขียว” ที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้มากมาย ทั้งการกินโดยตรงและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ก็ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางรวมไปถึงเวชภัณฑ์ยาบางชนิด เนื่องจากในสาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายอื่นๆ มีคุณค่าของสารอาหารและสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราอยู่หลายชนิด

สาหร่ายโดยทั่วไปมักมีสารสำคัญ เช่น ไอโอดีน สังกะสี เหล็ก ทองแดง เส้นใยอาหาร วิตามินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถทำงานได้ดี ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคคอพอกได้ รวมทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี สดใสและเปล่งปลั่ง ดูแลเส้นผมให้แข็งแรง ไม่ขาดหรือหลุดร่วงได้ง่าย

“สาหร่ายสีเขียว” คือ? มีคุณค่าอย่างไร?

“สาหร่ายสีเขียว” หนึ่งในสาหร่ายทะเลที่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็มีสรรพคุณทางยาและประโยชน์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เป็นสาหร่ายที่จัดอยู่ในกลุ่ม Chlorophyceae นอกจากอาศัยในทะเลแล้วก็สามารถพบได้ในน้ำจืดด้วย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและเป็นแหล่งของโปรตีน ไขมัน เกลือ วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารสำคัญมากมายที่ร่างกายต้องการใช้ในกระบวนการทำงานภายใน เช่น เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ไบโอติน กรดไขมันไลโปอิก ฯลฯ การกินสาหร่ายชนิดนี้จึงนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

ส่งผลให้ปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนเริ่มหันมากินสาหร่ายสีเขียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการพัฒนาเพาะเลี้ยงสาหร่ายขึ้นมาด้วย เราจึงควรเลือกที่มีระบบการผลิตสะอาด ไม่มีแหล่งของมลพิษใกล้เคียงที่จะสะสมในสาหร่ายได้ เนื่องจากสาหร่ายโดยทั่วไปที่ขึ้นตามธรรมชาติจะพบมากในบริวณน้ำทะเลค่อนข้างใสและสะอาดเท่านั้น นอกจากนี้ในสาหร่ายมีโซเดียมปริมาณสูง จึงไม่ควรกินมากเกินไปโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไตและโรคความดันโลหิตสูงเพราะอาจทำให้เกิดพิษแก่ร่างกายได้


8 สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียว ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. สาหร่ายสีเขียวมีความโดดเด่นในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ร้ายอย่างโรคมะเร็งได้สูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ทำให้เซลล์แข็งแรง และยังลดความเสี่ยงของโรคร้ายได้หลายโรค

2. สาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่อาหารทางโภชนาการที่ร่างกายคนเราต้องการทุกวัน เพื่อจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้มีความแข็งแรง ส่งผลให้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ

3. สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคคอพอก โดยร่างกายจะใช้ไอโอดีนในการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นปกติ

4. สาหร่ายสีเขียวช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง มีฤทธิ์ในการช่วยสมานแผล ต้านสารพิษต่างๆ ที่อยู่รอบตัว และล้างสารพิษที่ตกค้างออกจากร่างกาย

5. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระชุ่มกระชวยและมีชีวิตชีวา

6. สาหร่ายสีเขียวมีธาตุเหล็กและทองแดง ที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมทั้งช่วยนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีธาตุสังกะสีซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการไข้หรือเจ็บป่วยไม่สบายได้เร็ว

7. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ หรือโรคตับอักเสบ เนื่องจากเป็นแหล่งของกรดอะมิโนหลายชนิดที่พืชบกส่วนใหญ่ไม่มี ซึ่งมีฤทธิ์ในการสมานแผลด้วยนั่นเอง

8. สาหร่ายสีเขียวใช้ประโยชน์ในการช่วยขับพิษ เพราะเส้นใยอาหารในสาหร่ายสีเขียวจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี บำรุงผิวพรรณให้สดใส ทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ และทำให้การดูดซึมอาหารของร่างกายดีขึ้น

ได้ทราบถึงสรรพคุณและประโยชน์ของสาหร่ายกันมากขึ้น โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวที่มีสารสำคัญอยู่มากมาย ซึ่งจะช่วยในการดูแลสุขภาพร่างกายได้มากทีเดียว ใครที่เคยคิดว่าสาหร่ายเป็นแค่อาหารกินเล่นๆ คงจะเปลี่ยนให้มันมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพกันแล้วล่ะ แต่ก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมนะ เพราะสาหร่ายเป็นพืชที่มีโซเดียมเยอะ ถ้าร่างกายได้รับมากเกินจะเป็นภาระให้ต้องขับโซเดียมออกจากร่างกายอีก

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผักชีไม่ได้มีดีแค่โรยหน้า



สรรพคุณและประโยชน์ของผักชี มีมากมายอย่างที่คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เราจึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร และเพื่อตกแต่งอาหารให้มีหน้าตาน่ากินยิ่งขึ้น แต่ที่ญี่ปุ่น “ผักชี” กลายเป็นผักที่หลายนิยมชมชอบกันมาก ทานกันเป็นกำๆ (ทั้งๆ ที่ผักชีที่บ้านเขาราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าบ้านเรา) ขนาดมีนักร้องบอยแบนด์ของญี่ปุ่นร้องเพลง “ผักชีเฮเว่น” (เฮเว่น = สวรรค์) โดยสื่อถึงความคลั่งผักชีของคนญี่ปุ่นนั่นเอง
จากกระแส"ผักชีฟีเวอร์"ขนาดหนัก จึงทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องเมนูที่มีผักชีเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ได้เป็นเพียงผักโรยหน้าแบบบ้านเรา เป็นผักชีกองๆ ทานกันเป็นกำๆ เลยทีเดียว แถมยังมีร้านอาหารที่ทั้งร้านจำหน่ายแต่เมนูที่มีผักชีเป็นส่วนประกอบเท่านั้นอีกด้วย นอกจากนี้เมนูผักชี ยังกลายเป็นเมนูแห่งปีของญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย (ปี 2016) ตอกย้ำกระแสชื่นชอบผักชีของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน

ผักชี เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ที่อยู่ในวงศ์ (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) หรือวงศ์ผักชีนั่นเอง โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ที่พบว่าปลูกมากเช่น ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปยุโรป อินเดีย เป็นต้น ส่วนในไทยจะมีแหล่งเพาะปลูกใหญ่ๆ ที่ จ.ราชบุรี นครปฐม ผักชีเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีแต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในช่วงอากาศหนาว ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงนิยมนำมาประกอบอาหารและตกแต่งจานอาหารให้น่ารับประทานอยู่เสมอ ดังนั้นผักชีจึงจัดเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับครัวของคนไทย


สรรพคุณทางยาของผักชี

สรรพคุณทางยาของผักชีนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตั้งแต่ส่วนของใบผักชีที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อนจึงช่วยขับเหงื่อ ทำให้ระบบย่อยอาหารดีและเจริญอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย ขับเสมหะ แก้หวัด แก้ไอ บรรเทาอาการปวดหัว บำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ มีสารต้านมะเร็ง แบคทีเรีย และเชื้อรา กระตุ้นการทำงานของเลือด และช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นไปอย่างปกติ ต่อมาคือรากผักชีมีสรรพคุณช่วยขับพิษไข้ในหัดและอีสุกอีใส ส่วนเมล็ดผักชีหรือลูกผักชี ก็มีสรรพคุณทางยาที่ไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่น มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดอาการปวดฟัน และในเมล็ดผักชียังมีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้ด้วย อย่างไรก็ดี มีข้อห้ามในการกินผักชีอยู่นิดหน่อยว่า ควรกินในปริมาณที่พอดี อย่ากินมากไปเพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรงได้


ไม่ว่าจะกินข้าวต้มก็มีผักชี กินก๋วยเตี๋ยวก็มีผักชี กินแกงจืดแกงเผ็ดก็มีผักชีกินยำหรือกินน้ำพริกก็มีผักชีอีก เอาเป็นว่าเกือบทุกเมนูอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันต้องมีผักชีโรยหน้าอยู่เสมอ เพราะผักชีนั้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีลักษณะของใบที่มีสีเขียวสด รูปร่างสวยงาม จึงเป็นที่นิยมนำผีกชีมาตกแต่ง โรยหน้าอาหาร

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...