วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ข่าสมุนไพรดีๆ ที่ควรมีไว้ติดครัว


ข่า (Galangal) เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” อยู่ในตระกูลขิง เป็นไม้ล้มลุก มีทั้งชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องแกงหรือใช้ประกอบอาหาร กับอีกชนิดที่เรียกว่า “ข่าตาแดง” ซึ่งที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีช่อดอกเป็นชั้นๆ มีสีแดงสดสวยงาม

แต่โดยทั่วไป เรามักรู้จักข่าในฐานะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ซึ่งในตำรายาสมุนไพร ได้กล่าวถึงสรรพคุณของข่าในส่วนต่างๆ ที่สามารถนำไปทำเป็นยาได้ เช่น

> เหง้าแก่ มีรสเผ็ดร้อนขม ใช้แก้กลากเกลื้อน แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่น ขับลม แก้พิษ แก้บิด แก้ตกเลือด และแก้สันนิบาตหน้าเพลิงได้ นอกจากนี้ เหง้าข่า หากนำมาใส่ในลูกประคบจะช่วยลดอาการฟกช้ำ บวม และกระจายลมได้ดี สำหรับในสตรีหลังคลอดบุตร หากนำเหง้าแก่มาตำกับมะขามเปียกและเกลือรับประทานเป็นประจำ จะช่วยขับรกและขับน้ำคาวปลาได้ดีอีกด้วย
> ต้นแก่ นำมาตำผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ตามข้อ และแก้ตะคริว
> ใบ มีรสเผ็ดร้อน ใช้ฆ่าพยาธิ และรักษากลากเกลื้อน หากนำมาต้มอาบหรือแช่จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามข้อได้
> ดอก มีรสเผ็ดร้อนเช่นกัน แต่ช่วยขับลม และแก้ท้องเสีย แต่หากนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ก็จะช่วยรักษาให้หายได้
> หน่ออ่อน มีรสเผ็ดหวาน ช่วยแก้ลม แน่นหน้าอก และบำรุงไฟธาตุ
> ผล มีรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้บิด ช่วยขับเลือดลม แก้เหน็บชา และละลายเสมหะ แก้โลหิตเป็นพิษ
> ราก มีรสเผ็ดร้อนปร่า ช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก แก้เหน็บชา ละลายเสมหะ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี


นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในข่า ยังประกอบไปด้วยสารเมททิล ซินนาเมต ยูจีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น บรรเทาอาการปวดบวมตามข้อ บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องร่วง ฆ่าเชื้อบิด และช่วยในระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยรักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดฟัน ช่วยขับลม แก้โรคกระเพาะ รวมทั้งลดไขมันในเลือดได้

ในการศึกษาวิจัยทางฤทธิ์วิทยาของข่า ยังพบด้วยว่า ข่ามีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ต้านการอักเสบ รวมทั้งมีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ช่วยในการบีบตัวของลำไส้เล็ก และฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการจุกเสียดได้ด้วย

สำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็นเชื้อราในช่องปาก คือ เกิดฝ้าขาวบริเวณเพดาน ลิ้น และกระพุ้งแก้ม ที่สามารถหลุดออกได้ จึงมักทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเวลารับประทานอาหารรสจัด ซึ่งเชื้อรานี้จะสามารถลุกลามไปที่หลอดคอและบริเวณขอบลิ้นทำให้กลืนลำบาก แต่สามารถแก้ไขได้โดยนำข่ามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือทุบให้ละเอียดแล้วนำไปดองกับแอลกอฮอล์ 15 วัน กรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากหรือกลั้วปากและคอ เช้าเย็นก่อนรับประทานอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไข่ไก่ กับการทานเลือกทานไข่ไก่ในมื้อเช้า


มื้อเช้าอันเป็นมื้อสำคัญของวัน หากได้ไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและประโยชน์มากมายก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะรับมือกับการเรียน การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากจะจำแนกประโยชน์ของไข่ให้ลึกลงไปอีกก็จะมีดังนี้

1. ไข่เต็มไปด้วยสารอาหาร : ไข่มีครบทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยนิดเพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟองเท่านั้น เมื่อกินเมนูไข่จึงอิ่มนาน ทำให้ให้กินอาหารได้น้อยในมื้อต่อไป จึงทำให้สาวๆที่นิยมลดความอ้วนมักกินไข่ต้มในตอนเช้านั่นเอง

2. ไข่มีโปรตีนสูง : ไข่เพียง 1 ฟอง จะมีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม จึงถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

3. ไข่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน : นอกจากในไข่จะมีวิตามินที่หลากหลายแล้ว ในไข่ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเรื่องการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ

4. ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท : เพราะไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีน มากถึง 20% ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน สำหรับโคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง จึงทำให้สมองและระบบประสาทแข็งแรง พร้อมในการทำกิจกรรมและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

5. แคโรทีนอยด์ช่วยในการมองเห็น : ในไข่มีลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีความสำคัญกับสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

6. ลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจก : เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระในไข่จะช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของรังสียูวี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกเมื่อมีอายุมากขึ้น

7. ไข่ช่วยบำรุงความจำ : เพราะในไข่มีวิตามินอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

8. ไข่เป็นอาหารลดน้ำหนัก : จากการทดลองของมหาวิทยาลัยลุยเซียนาพบว่า การรับประทานไข่ในตอนเช้าจะสามารถลดความอ้วนได้ดีกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นขนมปัง แต่ก็ควรกินแบบจำกัดจำนวนด้วย โดยวันหนึ่งไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง

9. ไข่ไก่มีราคาถูก : เมื่อเทียบประโยชน์ที่มากมายของไข่กับราคาแล้ว นับว่าเป็นของดีที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ ผัก หรือผลไม้

10. เมนูไขทำได้ง่ายและรวดเร็ว : เมนูไข่เหมาะสำหรับทำรับประทานที่บ้านเองได้ทุกเช้า เพราะทำไม่ยาก ดัดแปลงได้หลายอย่าง แถมยังมีคุณค่าทางอาหารมาก จึงนับว่า อร่อย ทำง่ายและได้ประโยชน์จริงๆ


ปริมาณไข่ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ
ในไข่ 1 ฟอง จะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 250 มิลลิกรัม ซึ่งคนเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม ดังนั้นหากไม่อยากให้ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลที่มากเกินควรรับประทานไข่ในปริมาณดังนี้

- เด็กอายุ 6 เดือน ควรใช้ไข่แดงบดผสมกับข้าวโดยเริ่มให้ตั้งแต่ปริมาณน้อยๆไปก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิด
- เด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น รับประทานได้ 1 ฟองต่อวัน
- วัยทำงาน และมีสุขภาพที่ปกติ รับประทานได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานไม่เกิน 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ถึงแม้ว่าอาหารจานไข่จะมีประโยชน์มากมายเพียงใดก็ตาม แต่การจะให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารมากที่สุดก็ควรจะต้องรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากนี้หากรับประทานไข่ต้มในตอนเช้าก็ควรเพิ่มน้ำส้มคั้นสด ๆ เพื่อร่างกายจะยิ่งดูดซึมสารอาหารจากไข่ได้ดีมากขึ้น


เหมือนกับเมนูตำแตงไข่ต้มที่ได้ประโยชน์ล้วนๆ แถมเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะไข่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ทานกับตำแตงแซ่บๆ ฟินอยู่บอกใครเลย หรืออยากทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพสามารถมาทานได้ที่ร้านมายโฮมได้นะคะ รับรองว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง สนใจหรือสบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แตงกวา ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี


แตงกวา (Cucumber) เป็น พืช ล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย จัดว่าเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับน้ำเต้า ฟักทอง แตงโม บวบ มะระ เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีรากแก้วและรากแขนงจำนวนมาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาเลื้อยยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบมีมุม 3-5 มุม มีขนหยาบ ปลายมีลักษณะแหลมยาว ดอกมีกลีบ 5 กลีบ สีเหลือง ส่วนผลมีลักษณะรูปทรงกระบอกยาวตั้งแต่ 5-40 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดอยู่ตรงกลางสามารถนำมาทานได้ทั้งผล

ประโยชน์ของแตงกวา

👉 ช่วยลดอุณหภูมิหรือความร้อนภายในร่างกาย หน้าร้อนจึงเหมาะที่จะทานแตงกวามาก

👉 ช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย อย่างเช่น รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

👉 ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

👉 ช่วยในเรื่องการฆ่าเชื้อโรค ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก

👉 ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวสะอาดกระจ่างใสขึ้น และรูขุมขนกระชับขึ้น

👉 ช่วยป้องกันสภาวะร่างกายขาดน้ำได้ เนื่องจากในแตงกวามีส่วนประกอบที่เป็นน้ำถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์

👉 ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร

👉 มีสารแอนโทรแซนทิน ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบ และอาการปวด

👉 ช่วยกำจัดของเสียที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกาย และยังช่วยละลายก้อนแข็งที่อยู่ภายในไตได้ด้วย

👉 ช่วยเสริมสร้างความจำ ส่งเสริมการทำงานของสมอง และยังช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย


สรรพคุณทางยา

👉 ผล เมื่อนำมารับประทานจะมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้อาการกระหายน้ำ ใช้รักษาอาการเจ็บคอ ตาแดง ไฟลวกและผดผื่นคัน หรือจะใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกหรือนำมาประกอบอาหารก็สามารถนำมาทำได้

👉 ใบ เมื่อนำมาทานสดๆ จะให้รสขม มีพิษเล็กน้อย สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย หรือบิดได้

👉 เมล็ดหรือเนื้อในเมล็ด ให้รสมันเย็น เมื่อนำมาทาน จะช่วยในเรื่องของการถ่ายพยาธิได้เป็นอย่างดี

👉 เถา จะให้รสขม มีพิษเล็กน้อย ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต โรคผิวหนังเป็นฝีเล็กๆ มีหนอง รักษาอาการหนองในได้

👉 ราก จะให้รสเย็น ช่วยป้องกันการขาดวิตามินบี 1 และช่วยขับปัสสาวะ


แตงกวาเพื่อสุขภาพ

แตงกวา สามารถนำมาใช้เพื่อสุขภาพได้หลากหลายวิธีด้วยกัน โดยเราก็ได้รวบรวมวิธีการใช้แตงกวามาบอกกันดังนี้

1.นำมาทำน้ำแตงกวาดื่มรักษาโรค

แตงกวาสามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อรักษาโรคและอาการป่วยได้หลากหลายชนิด เช่น แก้อาการหวัด ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน ดับกระหาย และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย โดยการทำน้ำแตงกวาดื่มเพื่อสุขภาพนั้นก็ไม่ยากเลย ให้นำแตงกวามาฝานเป็นแว่นขนาดพอเหมาะ ใส่ลงในเหยือกน้ำแล้วเทน้ำลงไป จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะได้น้ำแตงกวาที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว

2.นำมาใช้รักษาโรคเหงือก

วิธีนี้จะเป็นการนำน้ำแตงกวามารักษาโรคเหงือกและฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งก็จะช่วยลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี โดยให้ทำน้ำแตงกวาเช่นเดียวกับวิธีแรกกันเลย จากนั้นให้นำน้ำแตงกวามาอมไว้ในปากสักพัก แล้วจริงบ้วนทิ้ง หรืออีกวิธีหนึ่งคือให้ฝานแตงกวาออกเป็นแว่นขนาดพอเหมาะ แล้วใช้ลิ้นดันให้ติดเพดานปากไว้ประมาณครึ่งนาที ก็จะช่วยแก้ปัญหาในช่องปากได้ดีแล้ว

3.แก้อาการเมาค้าง

สำหรับคนที่ชอบดื่มเหล้าดื่มเบียร์ ปาร์ตี้สังสรรค์กันบ่อยๆ จนเมาค้างกลับมาทุกวัน แบบนี้แตงกวาก็ช่วยคุณได้เหมือนกัน ซึ่งจะสามารถแก้อาการเมาค้างให้กับคุณได้อย่างดีเยี่ยม โดยวิธีการนำแตงกวามาใช้เพื่อแก้อาการเมาค้างนั้น ก็ง่ายๆ เลย เพียงแค่คุณกินแตงกวาสดๆ ก่อนเข้านอนหลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มา เท่านี้ก็ไม่ตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวหรือเมาค้างแล้ว

4.ช่วยลดอาการอักเสบ

แตงกวามีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการอักเสบได้ดี โดยให้นำแตงกวามาฝานเป็นแว่น จากนั้นนำแตงกวามาวางไว้บริเวณที่อักเสบ ทิ้งไว้สักพัก จะช่วยลดอาการบวมจากการอักเสบได้ดีทีเดียว และด้วยฤทธิ์เย็นของแตงกวา ยังสามารถบรรเทาอาการปวดได้อีกด้วย


ข้อควรระวัง

👉 ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่ควรทานแตงกวาในปริมาณมาก เนื่องจากในแตงกวาจะมีกรดยูริค หากทานในปริมาณมากเกินไปจะส่งผลให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อโรค

👉 แตงกวาเป็นผักที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสารตกค้าง เนื่องจากเป็นผักที่ศัตรูพืชสามารถกัดกินได้ง่าย ผู้ปลูกส่วนใหญ่จึงมักใช้ยากำจัดศัตรูพืชช่วย ซึ่งหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดการสะสมของสารตกเคมีค้างได้ เพราะฉะนั้นก่อนนำแตงกวามารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดทุกครั้ง

👉 แตงกวา เป็นผักที่หาทานได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปแถมยังมีราคาที่ถูกอีกด้วย แต่คุณประโยชน์ที่ได้รับกลับมากมายเกินราคา ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของแตงกวา จะเห็นได้ว่าแตงกวาจะช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณให้ดูดีขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นผักที่ควรนำมารับประทานเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การทานแตงกวาก็ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรทานมากจนเกินไป เพราะทุกอย่างล้วนมีทั้งคุณและโทษผสมกันไป ควรทานให้พอดีเพื่อให้เกิดประโยชนืมากกว่าโทษ



บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...