วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง


ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการมองแล้ว ดวงตายังเป็นตัวสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราได้อีกด้วย ดังคำที่กล่าวว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” การดูแลถนอมดวงตาให้สดใส และอยู่คู่กับเราไปนานๆจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราสามารถมองเห็นโลกได้สดใสไปอีกนานๆ วันนี้เราจึงขอนำเสนอสูตรยาสมุนไพรใกล้ตัวแบบง่ายๆ ที่ช่วยบำรุงสายตาของเราด้วยผักบุ้งแดงกันค่ะ

ผักบุ้ง เป็นพืชน้ำ และเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเลื้อยทอดไปตามน้ำหรือดิน ที่ชื้นแฉะ ผักบุ้งแดง หรือ ผักบุ้งไทย จะมีลักษณะลำต้นเป็นปล้องกลวง สีน้ำตาลแดงหรือสีเขียว ใบเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมคล้ายหอก นิยมนำมากินกับส้มตำ ในผักบุ้งมีสารอาหารหลายชนิด ที่เป็นจุดเด่นของผักบุ้งเลยคือ วิตามินเอ ที่มีมากถึง 11,447 IU* ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น

นอกจากนั้นยังมี เส้นใย ซึ่งช่วยในระบบขับถ่าย แคลเซียม บำรุงกระดูกและฟัน ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 และวิตามินซี

(*IU ย่อมาจาก international unit เป็นหน่วยสากล เฉพาะวิตามินเอ หนึ่ง IU เท่ากับ 0.3 ไมโครกรัม เรตินอลหรือ 0.6 ไมโครกรัมของเบต้าแครอทีน)

สูตรยาสมุนไพรบำรุงสายตาจากผักบุ้งแดง
ส่วนประกอบสำคัญ ผักบุ้งแดง 500 กรัม , พริกไทยเม็ด 170 กรัม, น้ำผึ้งประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำผักบุ้งมาตากแดดให้แห้งแล้วตำหรือบดให้ละเอียด ส่วนพริกไทยเม็ดก็นำมาบดให้ละเอียดเช่นเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมให้เข้ากันดี ใส่น้ำผึ้งสักเล็กน้อย พอให้ปั้นติดกันเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าลูกกลอนที่พอกลืนได้ง่ายๆ ขนาดประมาณสาคูเม็ดใหญ่ โดยนำมารับประทานครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหาร เช้า-เย็น

สรรพคุณ ตามตำราบอกว่าสูตรยาสมุนไพรนี้จะช่วยแก้อาการตาฝ้าฟาง ตาพร่ามัว คนที่มักแสบตา น้ำตาไหลอยู่เป็นประจำ ยาสมุนไพรสูตรนี้สามารถช่วยได้ดีหากรับประทานเป็นประจำ และนอกจากการนำผักบุ้งแดงมาปรุงเป็นยาไว้ทานแล้วเรายังสามารถนำผักบุ้งแดงมาทานแบบสดๆ หรือจะลวกกินกับน้ำพริกก็เป็นอาหารบำรุงสายตาได้ดีเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผักชีลาว กลิ่นฉุน แต่มากคุณค่า


ผักชีลาว เป็นพืชที่มีกลิ่นมีหลายคนไม่ชอบ และก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ชอบกลิ่นฉุนๆของผักชีลาว นอกจากจะมีกลิ่นที่กลิ่นที่เป็นเอกลัษณ์แล้ว ผักชียังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกมากมาย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ของประดับจานอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ผักชีลาวเป็นพืชตระกูลเดียวกับผักชี เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ลำต้นมีสีเขียวเข้ม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายขนนก
ดอก มีลักษณะของเรียงสลับ มีสีเหลือง
ผลแก่ รูปทรงคล้ายรูปไข่แต่แบน สีน้ำตาลเหลือง

ผักชีลาวมีสองชนิด คือชนิดที่มีถิ่งกำเนิด ในทวีปยุโรป และชนิดที่มีถิ่งกำเนอดในเอเชียเขตร้อน

คุณค่าทางโภชนาการ
ในผักชีลาวนั้น ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่น แคลเซียม โพเเทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วอตามินบีและเบตร้าแคโรทีน

ใบสดของผักชีลาว ให้โรยบนอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังช่วยกลบกลิ่นคาวจากอาหาร เช่น กลิ่นคาวปลา เป็นต้น นอกจากนี้ในทางอุตสาหกรรม ผักชีลาว ยังใช้แต่งกลิ่นน้ำซอส สตู ขนม ผักดอง เป็นต้น

สรรพคุณทางสมุนไพรและการรักษาโรค
ใบสดของผักชีลาว 60 กรัม น้ำมาต้มทานแบบชา ช่วยขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี ยอดอ่อนของผักชีลาว มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆเหมาะกับคนที่ท้องผูกบ่อยๆ

ใบสดของผักชีลาวนำมาบดให้ให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำแล้วผสมกับนมให้เด็กอ่อนรับประทาน มีสรรคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ นอกจากนี้หากนำใบมาพอกแผลสดจะช่วยให้แผลสมานกันไว้ขึ้น และยังช่วยรักษา โรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื่อน ฝี เป็นต้น

ผลแก่ของผักชีลาวนำมาตากให้แห้งสนิทแล้วบดให้ละเอียด ชงกับน้ำดื่มวันละ 4-5 แก้วมีสรรพคุณ ช่วยแก่อาการปวดท้อง ช่วยขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการ จุเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟื้อ ลำต้น

ต้นของผักชีลาว น้ำมาต้มกับน้ำสะอาด และรับประทาน มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ ช่วยลออาการบวมน้ำ แก้โรคเหน็บชา บรรเทาอาการกน้ามือวิงเวียนศีรษะ และยังมีช่วยบำรุงตับและม้าน ให้ทำงานดรขึ้นด้วย










ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org/wiki/ผักชีลาว
ขอบคุณขุอมูลจาก www.theodore-international.com/pictures/Dill-1.jpg

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของแซลมอน


ปลาวิเศษมีชื่อว่า “แซลมอน” ได้ชื่อว่าเป็นปลาจากแหล่งบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษและมีคุณค่ามากมาย จัดว่าเป็นปลาที่มีโอเมกา 3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา 3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ช่วยขจัดอาการอัลไซเมอร์ (หลงลืม) และสภาวะจิตใจหดหู่ รวมถึงโรคหัวใจ มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

สงสัยมากว่าทำไมปลาแซลมอนถึงหายาก
หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมปลาแซลมอนถึงหายาก ก็คงเป็นเพราะแซลมอนมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าแซลมอนจะเป็นปลาทะเลในเขตหนาวจัด (Cold-Water Fish) ก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะให้กำเนิดแซลมอนรุ่นใหม่แล้ว มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำจากท้องทะเล กระโดดข้ามเกาะแก่งมากมาย เพื่อกลับขึ้นไปวางไข่ในแหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่ตัวเองเกิด ซึ่งบรรพบุรุษของแซลมอนแต่ละตัวได้เลือกเอาไว้แล้วเท่านั้น และต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งเดือนเป็นระยะทางไกลกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร โดยไม่ได้กินอาหารเลย แต่จะใช้ไขมันที่สะสมในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในท้องทะเลมาหล่อเลี้ยงชีวิตใน ช่วงนั้น ดังนั้นกว่าจะถึงจุดหมายจะสูญเสียน้ำหนักไปมากถึง 40%

"แซลมอน" ได้ชื่อว่าเป็นปลาจากแหล่งบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษและมีคุณค่ามากมาย เพราะระหว่างที่อยู่ในทะเล แซลมอนจะสะสมไขมันจากการกินแพลงตอนและสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นไขมันจำเป็นที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแต่สร้างขึ้นเองไม่ได้ นั่นคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เรียกว่า โอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อมนุษย์

รู้หรือไม่ว่าปลาแซลมอนที่ดีต้องมีลักษณะผิวสีส้มสลับกับสีชมพูอ่อนๆ มีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวทั่วถึง ไม่แห้ง ปลาแซลมอนจะแบ่งออกเป็นปลาแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์มและปลาแซลมอนที่จับได้เองตามธรรมชาติ โดยแหล่ง ปลาแซลมอนที่สำคัญของโลก มีอยู่ 2 แหลง่ ใหญ่ๆ ก็คือ มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก เรียกว่า Atlantic Salmon และ Pacific Salmon

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ปลาทะเลเขตหนาวของมหาสมุทรแอตแลนติก (หรืออลาสก้าของประเทศสหรัฐอเมริกา) จะมีโอเมกา 3 มากกว่าในเขตร้อน โดยเฉพาะปลาแซลมอนจัดว่าเป็นปลาที่มีโอเมกา 3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา 3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะผู้หญิงถ้ากินปลาเดือนละครั้ง หรือน้อยกว่านั้นจะมีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยสูงกว่าผู้หญิงที่กินปลาทุกๆ สัปดาห์ นั่นเป็นเพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นปัจจัยหลักในการส่งผลต่ออารมณ์ผู้หญิงโดยตรง

ทีนี้มาดูกันว่าคุณประโยชน์ของโอเมก้า 3 ที่ได้จากปลาแซลมอนมีอะไรบ้างนะ?
เคยสงสัยกันไม๊ว่าคนทางแถบเมดิเตอร์เรเนียน หรือชาวเอสกิโม หรือพวกอเมริกันท้องถิ่นแถบตะวันตกเฉียงเหนือ รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จัก ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของปลาแซลมอนที่มีความหวานมันที่สุด ทำไมถึงสุขภาพดีกันนักนะ เรื่องนี้ผลการวิจัยจากสถาบันผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งต่างเห็นพ้องกันว่า นั้นเพราะเขาเน้นรับประทานอาหารทะเลสดๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะปลาแซลมอน ที่ลือชาในรสชาติและเป็นปลาที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในแถบนี้ ซึ่งให้คุณประโยชน์ต่างๆ ดังนี้
-มีประสิทธิภาพสูงในการลดคอเลสเตอรอลและไขมันที่ชอบสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด
-ช่วยชะลอการปวดบวมของโรคกล้ามเนื้ออักเสบและโรครูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังและทำให้ ข้อพิการ
-ช่วยลดการเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งสำไส้ใหญ่ เป็นต้น
-สามารถทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ เมื่อรับประทานเป็นประจำ กรด DHA จะช่วยพัฒนาสมอง สายตา ความจำและการเรียนรู้
-ช่วยระงับอารมณ์ ยับยั้งอาการป่วยและความห่อเหี่ยวทางจิตใจ ซึ่งมีผลมาจากสมอง

ทีนี้ทราบกันแล้วใช่ไม๊ว่า การรับประทานปลาแซลมอนจึงมีคุณค่าทางโปรตีนสูง ส่วนไขมันและคอเลสเตอรอลนั้นต่ำมาก และยังสามารถทดแทนสารอาหารที่ได้จากเนื้อวัว เนื้อหมู และสัตว์อื่นๆ นอกจากนี้นักวิจัยชาวออสเตรเลียยืนยันมาว่าหากรับประทานบ่อยครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อร่อยได้คุณค่า…สาหร่ายทะเล


สาหร่ายทะเล จัดเป็นพืชผักที่ให้พลังงานต่ำ ย่อยง่าย แต่มีคุณค่าอาหารสูง มีหลายชนิด เช่น สาหร่ายโนริ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายวาคะเมะ จะมีสารอาหารมากเป็นพิเศษ สารอาหารที่มีในสาหร่ายทะเล คือ โปรตีนซึ่งมีมากกว่าในเนื้อสัตว์ มีแคลเซียมมากกว่านมถึง 14 เท่า ธาตุเหล็กมีมากกว่าเนื้อสัตว์ 3-8 เท่า มีไอโอดีนมากกว่าในอาหารทะเล และยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ไทอามีน ไรโบฟลาวิน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และไนอาซีนมากกว่าในผัก ผลไม้

มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระดูกผุ ชำระล้างหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต รักษาโรคท้องผูก สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค บรรเทาไขข้ออักเสบ เป็นยาระงับประสาท ช่วยกำจัดแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อสารมะเร็ง

ที่สำคัญสาหร่ายทะเล เป็นอาหารและขนมที่ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ และคุณผู้หญิงที่ห่วงใยดูแลรูปร่าง เพราะเป็นอาหารที่มี ไขมัน แคลอรี่ที่ต่ำ ให้โปรตีนสูง ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย และผิวพรรณ ซึ่งในปัจจุบัน สาหร่าย ยังเป็นส่วนประกอบที่ช่วย เพิ่มรสชาติให้กับหลายเมนูทั้งอาหารไทย และอาหารญี่ปุ่น และยังเป็นเครื่องปรุงสำคัญของอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์อีกด้วย สาหร่ายทะเลส่วนใหญ่อุดมด้วยคุณค่าดังต่อไปนี้

1. ทองแดงและเหล็ก มีประโยชน์ต่อเลือด
2. แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. โพแทศเซียม ช่วยควบคุมเซลล์รวมถึงความสมดุลของน้ำในร่างกาย
4. แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก
5. ไอโอดีน จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมนี้ผลิตฮอร์โมนควบคุมระบบการเผาผลาญ อาหารในร่างกายให้เป็นปรกติ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย ถ้าขาดไอโอดีน ต่อมไทรอยด์จะบวมโต ทำให้เป็นโรคคอพอกได้
6. ใยอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระทำให้ท้องไม่ผูกและเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหาร
7. วิตามินบีและเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่ายที่นำมาปรุงอาหาร
8. สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

แม้ว่าสาหร่ายจะมีประโยชน์อันหลากหลาย แต่หากทานมากเกินไปก็มีโทษเช่นกัน เพราะตามปกติสาหร่ายอบแห้งธรรมดาที่ยังไม่นำมาปรุงอาหารก็มี รสเค็มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อนำมาปรุงรสโดยการอบซอส ปริมาณของโซเดียมในสาหร่ายจึงมีมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับไอโอดีน มากเกินความต้องการ ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ มีอาการกระวนกระวาย ใจสั่น และหิว ตลอดเวลา

นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลยังมีสารจำพวกนิวคลีอิก ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ แล้วถ้ากินมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ด้วย ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันเลือดสูง ก็จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการกินสาหร่ายที่มีเกลือโซเดียมสูง

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

มะรุมผักพื้นบ้าน รวมแร่ธาตุ สารอาหารหลายชนิด


มะรุม ผักพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานเป็นผักที่มีแร่ธาตุและสารอาหารหลายชนิด มีสรรพคุณทั้งในทางสมุนไพรและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

มะรุม เป็นไม้ยืนต้น ที่โตเร็ว ทนแล้งได้ดี ใบมีลักษณะประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อ สีขาว ดอกมีรสชาติ หนาว ขมและมันเล็กน้อย ผลของมะรุมมีลักษณะเป็นฝักยาว มีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้มสามปีก เส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

สรรพคุณทางยาสมุนไพร
ใบ - ช่วยถอนพิษไข้ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
ราก - บำรุ่งธาตุไฟ รักษาโรคปวดข้อ โรคไขข้อ แก้อาการบวม
ฝัก - แก้ไข้ ลดความดันโลหิตสูง
ยาง - แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อโรคไทฟรอยด์
เปลือกลำต้น - ขับลมในลำไส้
ยอดอ่อน - ช่วยถอนพิษไข้

คุณค่าทางอาหาร
ใบ ใบของมะรุม มีแคลเซียมสูงเทียบ(ปริมาณพอๆกับนมสด) มีวิตามินซีเท่ากับส้มหนึ่งลูก มีวิตามินเอสูงและมีธาตุเหล็กสูงกว่าผักขม
ฝัก ฝักมะรุม 100 กรัม ประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัมกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลิกรัม วิตามินเอ 532 IU และเส้นใย 1.2 กรัม มะรุม 100 กรัมยังให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่
เมล็ด เมล็ดของมะรุมสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน จะมีคุณสมบัติบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

ประโยชน์ของมะรุม
1. มะรุมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
2. สามารถใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด จนอายุ 10 ปี
3. ช่วยลดความดันโลหิต
4. รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ โรคพยาธิที่ลำไส้ เป็นต้น
5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
6. วิตามินเอในมะรุมนั้น ช่วยบำรุงสายตา
7. รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

🍃🍃สะระแหน่ สมุนไพรไทย สรรพคุณเกินคำบรรยาย🍃🍃


สะระแหน่ (Peppermint/Mint) เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรสหรือกลิ่นของสะระแหน่จากยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเครื่องสำอางอีกด้วย

สะระแหน่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมีเมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้

🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃
1.ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
2.ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ
3.ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง
4.ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์
5.ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ
6.บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด
7.แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี

เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

ประโยชน์จากตะไคร้ สุดยอดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ


ตะไคร้ ถือว่าเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอมและดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ประโยชน์ของตะไคร้ก็ยังมีดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว สงสัยล่ะสิว่าตะไคร้มีดีอย่างไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลย

รักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถลดอาการอักเสบที่เป็นสาเหตุของอาการปวดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดฟัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อก็ตาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย โดยให้นำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาถูนวดบริเวณที่มีอาการปวด หรือทำน้ำตะไคร้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการอักเสบจากภายในก็ได้

บำรุงสุขภาพด้วยวิตามินมากมาย
ต้องบอกเลยว่าตะไคร้มีวิตามินเยอะมาก ซึ่งล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเราทั้งสิ้น จึงสามารถบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินที่พบมากในตะไคร้ได้แก่ วิตามินอี วิตามินบี วิตามินซี และพวกแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม เป็นต้น

ล้างสารพิษ
ตะไคร้มีฤทธิ์ในการขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย โดยจะชะล้างสารพิษจากระบบย่อยอาหาร ตับ ไต กระเพาะปัสสาวะและขับออกทางปัสสาวะนั่นเอง ซึ่งก็จะทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย


บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในตะไคร้เป็นจำนวนมาก จึงสามารถบำรุงผิวพรรณให้มีความสวยใสเปล่งปลั่งได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงและป้องกันการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมากกว่าครีมบำรุงผิวหลายชนิดเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครอยากมีผิวสวยดูอ่อนกว่าวัย อย่ามองข้ามตะไคร้เป็นอันขาด

ช่วยย่อยอาหาร
สำหรับใครที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย ตะไคร้ก็ช่วยได้เหมือนกัน โดยจะกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถแก้อาการหวัด บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด ลดแก๊สในลำไส้และแก้อาการท้องเสียได้ดีอีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะนิยมทานในรูปของชาตะไคร้นั่นเอง

บำรุงระบบประสาท
ตะไคร้สามารถบำรุงระบบประสาทได้ดี โดยจะช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทและสมอง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลายและลดอาการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี รวมถึงผู้ที่มีอาการมือชาเท้าชาด้วย

เห็นไหมว่าสมุนไพรตะไคร้ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังมากไปด้วยประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหรือผิวพรรณก็ตาม เพราะฉะนั้นหันมาทานตะไคร้บ่อยๆ กันดีกว่า ทั้งตะไคร้สด น้ำตะไคร้ ชาตะไคร้หรือจะสูดลมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้เพื่อสร้างความผ่อนคลายก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

กระชาย สมุนไพรคู่ครัวไทย


โสมไทย สมุนไพรเยี่ยมของไทยอย่างหนึ่งคือ กระชาย นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงในเครื่องแกง ต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมแล้ว ทราบไหมคะว่า ยังมีสรรพคุณทางยาอีกสารพัดประโยชน์ ซึ่งนับได้ว่า กระชาย เป็นสมุนไพรไทย สารพัดประโยชน์จริงๆค่ะ สำหรับ สรรพคุณและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ กระชาย แบ่งเป็น หัวข้อหลัก ได้ดังนี้นะคะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ชื่อสามัญ : Kaempfer
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
ลักษณะทางกายภาพ : กระชาย เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หรือที่เราเรียกกันว่า เหง้า แบ่งตามชนิดได้ 3 ชนิด ได้แก่ กระชายดำ , กระชายเหลือง , กระชายแดง

ประโยชน์ : นิยม นำมาใช้เป็นเครื่องปรุง ของอาหารไทย ประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงเผ็ด แกงกะทิ เป็นต้น แต่ที่นิยม นำมาปรุงเป็นเครื่องแกงนั้น จะนิยมใช้เป็นกระชายเหลือง ส่วนกระชายแดง และกระชายดำนั้น จะนิยมนำมาทำเป็นยา บำรุงกำลัง และ เสริมกำหนัด หรือพูดง่ายๆว่า เป็น ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศนั่นเองค่ะ และ ที่สำคัญ กระชาย ยังมีฤทธิ์ต้านการลุกลามการขยายตัวของเซลส์มะเร็งอีกด้วยนะคะ สำหรับสรรพคุณที่จะนำเสนอคุณผู้อ่านวันนี้นะคะ จะเป็นสรรพคุณเกี่ยวกับ การบำรุงกำลัง และ เป็นยาอายุวัฒนะค่ะ


กระชายบำรุงกำลัง
นำกระชาย 2 – 3 หัว มาบุบพอให้แตกแต่ไม่ต้องละเอียดนะคะ แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง นำไปแช่น้ำผึ้ง 1 ถ้วยตวง แช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 วัน แล้วนำน้ำผึ้งที่ได้จากการแช่กระชาย มารับประทาน ก่อนเข้านอน พอตื่นตอนเช้า จะรู้สึกได้เลยค่ะว่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า

กระชายยาอายุวัฒนะ
นำกระชาย 2 – 3 หัว ทุบให้ละเอียดแล้ว ห่อในผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำ ผสมกับ น้ำผึ้ง แล้วทานก่อนจะรับประทานอาหารเย็นประมาณ 20 นาทีค่ะ โดย ทานแบบนี้เป็นประจำ จะทำให้เจริญอาหารและสดชื่นค่ะ

นอกจากนี้ กระชาย ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายนะคะ เช่น แก้โรคบิด แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องเดิน แก้ฝีในปาก แก้กลาก เป็นต้นค่ะ สำหรับ ส่วนอื่นๆ ของกระชาย นอกจากเหง้าแล้ว ใบ และ รากของกระชาย ก็ยังมีสรรพคุณทางยา อีกด้วยนะคะ

เหง้าและราก สรรพคุณ : แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก

ใบ สรรพคุณ : บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ

กระชาย ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?
นอกจากจะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายแล้ว กระชายยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย โดยสถาบัน Clinical Research Information Service ของประเทศเกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาว่ากระชายสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งในการศึกษาได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสามกลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกรับประทานกระชายวันละ 300 มิลลิกรัม กลุ่มที่ 2 ทาน 600 มิลลิกรัม และกลุ่มที่สามรับประทานยาแป้ง

จากการวิจัยพบว่า ทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองที่มีการรับประทานกระชายนั้นมีรอบเอว ปริมาณไขมัน และน้ำหนักตัวที่ลดลงตามลำดับภายในเวลา 12 สัปดาห์ แต่กลุ่มที่รับประทานยาแป้งนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังต้องมีการศึกษาต่อไปว่าการบริโภคกระชายในปริมาณเท่าใดจึงจะดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ข่าสมุนไพรดีๆ ที่ควรมีไว้ติดครัว


ข่า (Galangal) เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” อยู่ในตระกูลขิง เป็นไม้ล้มลุก มีทั้งชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องแกงหรือใช้ประกอบอาหาร กับอีกชนิดที่เรียกว่า “ข่าตาแดง” ซึ่งที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีช่อดอกเป็นชั้นๆ มีสีแดงสดสวยงาม

แต่โดยทั่วไป เรามักรู้จักข่าในฐานะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ซึ่งในตำรายาสมุนไพร ได้กล่าวถึงสรรพคุณของข่าในส่วนต่างๆ ที่สามารถนำไปทำเป็นยาได้ เช่น

> เหง้าแก่ มีรสเผ็ดร้อนขม ใช้แก้กลากเกลื้อน แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่น ขับลม แก้พิษ แก้บิด แก้ตกเลือด และแก้สันนิบาตหน้าเพลิงได้ นอกจากนี้ เหง้าข่า หากนำมาใส่ในลูกประคบจะช่วยลดอาการฟกช้ำ บวม และกระจายลมได้ดี สำหรับในสตรีหลังคลอดบุตร หากนำเหง้าแก่มาตำกับมะขามเปียกและเกลือรับประทานเป็นประจำ จะช่วยขับรกและขับน้ำคาวปลาได้ดีอีกด้วย
> ต้นแก่ นำมาตำผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ตามข้อ และแก้ตะคริว
> ใบ มีรสเผ็ดร้อน ใช้ฆ่าพยาธิ และรักษากลากเกลื้อน หากนำมาต้มอาบหรือแช่จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามข้อได้
> ดอก มีรสเผ็ดร้อนเช่นกัน แต่ช่วยขับลม และแก้ท้องเสีย แต่หากนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ก็จะช่วยรักษาให้หายได้
> หน่ออ่อน มีรสเผ็ดหวาน ช่วยแก้ลม แน่นหน้าอก และบำรุงไฟธาตุ
> ผล มีรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้บิด ช่วยขับเลือดลม แก้เหน็บชา และละลายเสมหะ แก้โลหิตเป็นพิษ
> ราก มีรสเผ็ดร้อนปร่า ช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก แก้เหน็บชา ละลายเสมหะ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี


นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในข่า ยังประกอบไปด้วยสารเมททิล ซินนาเมต ยูจีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น บรรเทาอาการปวดบวมตามข้อ บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องร่วง ฆ่าเชื้อบิด และช่วยในระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยรักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดฟัน ช่วยขับลม แก้โรคกระเพาะ รวมทั้งลดไขมันในเลือดได้

ในการศึกษาวิจัยทางฤทธิ์วิทยาของข่า ยังพบด้วยว่า ข่ามีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ต้านการอักเสบ รวมทั้งมีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ช่วยในการบีบตัวของลำไส้เล็ก และฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการจุกเสียดได้ด้วย

สำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็นเชื้อราในช่องปาก คือ เกิดฝ้าขาวบริเวณเพดาน ลิ้น และกระพุ้งแก้ม ที่สามารถหลุดออกได้ จึงมักทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเวลารับประทานอาหารรสจัด ซึ่งเชื้อรานี้จะสามารถลุกลามไปที่หลอดคอและบริเวณขอบลิ้นทำให้กลืนลำบาก แต่สามารถแก้ไขได้โดยนำข่ามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือทุบให้ละเอียดแล้วนำไปดองกับแอลกอฮอล์ 15 วัน กรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากหรือกลั้วปากและคอ เช้าเย็นก่อนรับประทานอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไข่ไก่ กับการทานเลือกทานไข่ไก่ในมื้อเช้า


มื้อเช้าอันเป็นมื้อสำคัญของวัน หากได้ไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและประโยชน์มากมายก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะรับมือกับการเรียน การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากจะจำแนกประโยชน์ของไข่ให้ลึกลงไปอีกก็จะมีดังนี้

1. ไข่เต็มไปด้วยสารอาหาร : ไข่มีครบทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยนิดเพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟองเท่านั้น เมื่อกินเมนูไข่จึงอิ่มนาน ทำให้ให้กินอาหารได้น้อยในมื้อต่อไป จึงทำให้สาวๆที่นิยมลดความอ้วนมักกินไข่ต้มในตอนเช้านั่นเอง

2. ไข่มีโปรตีนสูง : ไข่เพียง 1 ฟอง จะมีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม จึงถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

3. ไข่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน : นอกจากในไข่จะมีวิตามินที่หลากหลายแล้ว ในไข่ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเรื่องการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ

4. ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท : เพราะไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีน มากถึง 20% ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน สำหรับโคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง จึงทำให้สมองและระบบประสาทแข็งแรง พร้อมในการทำกิจกรรมและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

5. แคโรทีนอยด์ช่วยในการมองเห็น : ในไข่มีลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีความสำคัญกับสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

6. ลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจก : เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระในไข่จะช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของรังสียูวี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกเมื่อมีอายุมากขึ้น

7. ไข่ช่วยบำรุงความจำ : เพราะในไข่มีวิตามินอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

8. ไข่เป็นอาหารลดน้ำหนัก : จากการทดลองของมหาวิทยาลัยลุยเซียนาพบว่า การรับประทานไข่ในตอนเช้าจะสามารถลดความอ้วนได้ดีกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นขนมปัง แต่ก็ควรกินแบบจำกัดจำนวนด้วย โดยวันหนึ่งไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง

9. ไข่ไก่มีราคาถูก : เมื่อเทียบประโยชน์ที่มากมายของไข่กับราคาแล้ว นับว่าเป็นของดีที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ ผัก หรือผลไม้

10. เมนูไขทำได้ง่ายและรวดเร็ว : เมนูไข่เหมาะสำหรับทำรับประทานที่บ้านเองได้ทุกเช้า เพราะทำไม่ยาก ดัดแปลงได้หลายอย่าง แถมยังมีคุณค่าทางอาหารมาก จึงนับว่า อร่อย ทำง่ายและได้ประโยชน์จริงๆ


ปริมาณไข่ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ
ในไข่ 1 ฟอง จะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 250 มิลลิกรัม ซึ่งคนเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม ดังนั้นหากไม่อยากให้ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลที่มากเกินควรรับประทานไข่ในปริมาณดังนี้

- เด็กอายุ 6 เดือน ควรใช้ไข่แดงบดผสมกับข้าวโดยเริ่มให้ตั้งแต่ปริมาณน้อยๆไปก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิด
- เด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น รับประทานได้ 1 ฟองต่อวัน
- วัยทำงาน และมีสุขภาพที่ปกติ รับประทานได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานไม่เกิน 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ถึงแม้ว่าอาหารจานไข่จะมีประโยชน์มากมายเพียงใดก็ตาม แต่การจะให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารมากที่สุดก็ควรจะต้องรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากนี้หากรับประทานไข่ต้มในตอนเช้าก็ควรเพิ่มน้ำส้มคั้นสด ๆ เพื่อร่างกายจะยิ่งดูดซึมสารอาหารจากไข่ได้ดีมากขึ้น


เหมือนกับเมนูตำแตงไข่ต้มที่ได้ประโยชน์ล้วนๆ แถมเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะไข่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ทานกับตำแตงแซ่บๆ ฟินอยู่บอกใครเลย หรืออยากทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพสามารถมาทานได้ที่ร้านมายโฮมได้นะคะ รับรองว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง สนใจหรือสบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แตงกวา ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี


แตงกวา (Cucumber) เป็น พืช ล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย จัดว่าเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับน้ำเต้า ฟักทอง แตงโม บวบ มะระ เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีรากแก้วและรากแขนงจำนวนมาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาเลื้อยยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบมีมุม 3-5 มุม มีขนหยาบ ปลายมีลักษณะแหลมยาว ดอกมีกลีบ 5 กลีบ สีเหลือง ส่วนผลมีลักษณะรูปทรงกระบอกยาวตั้งแต่ 5-40 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดอยู่ตรงกลางสามารถนำมาทานได้ทั้งผล

ประโยชน์ของแตงกวา

👉 ช่วยลดอุณหภูมิหรือความร้อนภายในร่างกาย หน้าร้อนจึงเหมาะที่จะทานแตงกวามาก

👉 ช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย อย่างเช่น รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

👉 ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

👉 ช่วยในเรื่องการฆ่าเชื้อโรค ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก

👉 ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวสะอาดกระจ่างใสขึ้น และรูขุมขนกระชับขึ้น

👉 ช่วยป้องกันสภาวะร่างกายขาดน้ำได้ เนื่องจากในแตงกวามีส่วนประกอบที่เป็นน้ำถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์

👉 ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร

👉 มีสารแอนโทรแซนทิน ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบ และอาการปวด

👉 ช่วยกำจัดของเสียที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกาย และยังช่วยละลายก้อนแข็งที่อยู่ภายในไตได้ด้วย

👉 ช่วยเสริมสร้างความจำ ส่งเสริมการทำงานของสมอง และยังช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย


สรรพคุณทางยา

👉 ผล เมื่อนำมารับประทานจะมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้อาการกระหายน้ำ ใช้รักษาอาการเจ็บคอ ตาแดง ไฟลวกและผดผื่นคัน หรือจะใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกหรือนำมาประกอบอาหารก็สามารถนำมาทำได้

👉 ใบ เมื่อนำมาทานสดๆ จะให้รสขม มีพิษเล็กน้อย สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย หรือบิดได้

👉 เมล็ดหรือเนื้อในเมล็ด ให้รสมันเย็น เมื่อนำมาทาน จะช่วยในเรื่องของการถ่ายพยาธิได้เป็นอย่างดี

👉 เถา จะให้รสขม มีพิษเล็กน้อย ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต โรคผิวหนังเป็นฝีเล็กๆ มีหนอง รักษาอาการหนองในได้

👉 ราก จะให้รสเย็น ช่วยป้องกันการขาดวิตามินบี 1 และช่วยขับปัสสาวะ


แตงกวาเพื่อสุขภาพ

แตงกวา สามารถนำมาใช้เพื่อสุขภาพได้หลากหลายวิธีด้วยกัน โดยเราก็ได้รวบรวมวิธีการใช้แตงกวามาบอกกันดังนี้

1.นำมาทำน้ำแตงกวาดื่มรักษาโรค

แตงกวาสามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อรักษาโรคและอาการป่วยได้หลากหลายชนิด เช่น แก้อาการหวัด ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน ดับกระหาย และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย โดยการทำน้ำแตงกวาดื่มเพื่อสุขภาพนั้นก็ไม่ยากเลย ให้นำแตงกวามาฝานเป็นแว่นขนาดพอเหมาะ ใส่ลงในเหยือกน้ำแล้วเทน้ำลงไป จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะได้น้ำแตงกวาที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว

2.นำมาใช้รักษาโรคเหงือก

วิธีนี้จะเป็นการนำน้ำแตงกวามารักษาโรคเหงือกและฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งก็จะช่วยลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี โดยให้ทำน้ำแตงกวาเช่นเดียวกับวิธีแรกกันเลย จากนั้นให้นำน้ำแตงกวามาอมไว้ในปากสักพัก แล้วจริงบ้วนทิ้ง หรืออีกวิธีหนึ่งคือให้ฝานแตงกวาออกเป็นแว่นขนาดพอเหมาะ แล้วใช้ลิ้นดันให้ติดเพดานปากไว้ประมาณครึ่งนาที ก็จะช่วยแก้ปัญหาในช่องปากได้ดีแล้ว

3.แก้อาการเมาค้าง

สำหรับคนที่ชอบดื่มเหล้าดื่มเบียร์ ปาร์ตี้สังสรรค์กันบ่อยๆ จนเมาค้างกลับมาทุกวัน แบบนี้แตงกวาก็ช่วยคุณได้เหมือนกัน ซึ่งจะสามารถแก้อาการเมาค้างให้กับคุณได้อย่างดีเยี่ยม โดยวิธีการนำแตงกวามาใช้เพื่อแก้อาการเมาค้างนั้น ก็ง่ายๆ เลย เพียงแค่คุณกินแตงกวาสดๆ ก่อนเข้านอนหลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มา เท่านี้ก็ไม่ตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวหรือเมาค้างแล้ว

4.ช่วยลดอาการอักเสบ

แตงกวามีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการอักเสบได้ดี โดยให้นำแตงกวามาฝานเป็นแว่น จากนั้นนำแตงกวามาวางไว้บริเวณที่อักเสบ ทิ้งไว้สักพัก จะช่วยลดอาการบวมจากการอักเสบได้ดีทีเดียว และด้วยฤทธิ์เย็นของแตงกวา ยังสามารถบรรเทาอาการปวดได้อีกด้วย


ข้อควรระวัง

👉 ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่ควรทานแตงกวาในปริมาณมาก เนื่องจากในแตงกวาจะมีกรดยูริค หากทานในปริมาณมากเกินไปจะส่งผลให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อโรค

👉 แตงกวาเป็นผักที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสารตกค้าง เนื่องจากเป็นผักที่ศัตรูพืชสามารถกัดกินได้ง่าย ผู้ปลูกส่วนใหญ่จึงมักใช้ยากำจัดศัตรูพืชช่วย ซึ่งหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดการสะสมของสารตกเคมีค้างได้ เพราะฉะนั้นก่อนนำแตงกวามารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดทุกครั้ง

👉 แตงกวา เป็นผักที่หาทานได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปแถมยังมีราคาที่ถูกอีกด้วย แต่คุณประโยชน์ที่ได้รับกลับมากมายเกินราคา ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของแตงกวา จะเห็นได้ว่าแตงกวาจะช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณให้ดูดีขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นผักที่ควรนำมารับประทานเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การทานแตงกวาก็ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรทานมากจนเกินไป เพราะทุกอย่างล้วนมีทั้งคุณและโทษผสมกันไป ควรทานให้พอดีเพื่อให้เกิดประโยชนืมากกว่าโทษ



วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อกไก่ อาหารธรรมดาที่น่ารู้



เนื้ออกไก่ที่ไม่มีหนังปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 120 แคลอรี่ และให้โปรตีนสูงถึง 22.50 กรัม ในขณะที่มีไขมันเพียง 2.62 กรัมเท่านั้น อีกทั้งยังปราศจากน้ำตาลและประกอบไปด้วยสารโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และวิตามินเอ โดยในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนได้พิสูจน์คุณประโยชน์ต่าง ๆ ของอกไก่ไว้ ดังต่อไปนี้

ช่วยลดน้ำหนัก การบริโภคอาหารที่มีไขมันน้อยอย่างอกไก่อาจช่วยลดหรือรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ซึ่งมีงานค้นคว้าที่พบว่าอกไก่อาจเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเมนูลดน้ำหนักได้ โดยอีกงานวิจัยหนึ่งก็ค้นพบว่าการบริโภคโปรตีนจากเนื้อไก่ในปริมาณ 200 กรัม 4 ครั้ง/สัปดาห์ อาจช่วยลดระดับไขมันในร่างกายและช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย

แม้อกไก่อาจช่วยลดน้ำหนักได้ แต่งานวิจัยข้างต้นก็เป็นเพียงการศึกษาจากกลุ่มทดลองขนาดเล็กเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของอกไก่ในด้านนี้ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมโดยขยายกลุ่มทดลองให้ใหญ่ขึ้น เพื่อนำหลักฐานที่ได้มายืนยันสมมติฐานดังกล่าวต่อไป


เสริมสมรรถภาพการออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรง แต่ก็อาจทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรง และส่งผลให้กล้ามเนื้อล้าได้เช่นกัน ซึ่งในอกไก่มีโปรตีนที่อาจช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย บำรุงกล้ามเนื้อ ช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อล้าง่ายจนเกินไป และอาจเสริมสมรรถภาพในการออกกำลังกายให้ดีขึ้นด้วย

บริโภคอกไก่อย่างไรให้ปลอดภัย ?

แม้มีงานวิจัยที่เผยว่าอกไก่อาจไม่ทำให้เกิดพิษหรือเป็นอันตรายใด ๆ ต่อสุขภาพหากบริโภคในรูปแบบของอาหาร แต่ในปัจจุบันยังไม่มีงานค้นคว้าใดสามารถระบุปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคอกไก่ได้อย่างชัดเจน ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยยังเผยอีกว่า เนื้อไก่สดอาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ และมีสารพิษตกค้างที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อและรับประทานอกไก่อย่างระมัดระวังในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ

ส่วนเชื้อโรคหรือสารเคมีต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนในอกไก่ และทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยได้ มีดังนี้

🐓สารบอแรกซ์ เป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตอาหารนิยมนำมาใช้ เพราะทำให้อาหารมีลักษณะยืดหยุ่น กรอบ และอร่อย ซึ่งอาจเจือปนอยู่ในเนื้อไก่หรือไก่บด

🐓สารฟอร์มาลีน ถูกนำมาใช้เพื่อคงความสดของเนื้อไก่ แต่หากรับประทานเป็นระยะเวลานานอาจเสี่ยงเป็นหมัน โรคตับ ไตเสื่อม และโรคมะเร็งได้ โดยอาจพบสารนี้ได้ทั้งในเนื้อไก่สดและเนื้อไก่แปรรูป

🐓เชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E. coli) ที่เป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษ ซึ่งอาจเจือปนอยู่ในเนื้อไก่สดหรือเนื้อไก่แช่แข็ง

🐓เชื้อไวรัส เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ เช่น H5N1 และ H7N9 เป็นไวรัสที่พบในสัตว์ปีกอย่างไก่ ซึ่งเชื้อดังกล่าวอาจตกค้างอยู่ในเนื้อไก่ดิบ และหากรับประทานเข้าไปก็อาจทำให้ติดเชื้อจนเป็นโรคไข้หวัดนกได้


ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในการรับประทานอกไก่ ผู้บริโภคอาจปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

🐓เลือกซื้อจากร้านค้าที่สะอาดได้มาตรฐาน หรือร้านที่มีการรับรองคุณภาพจากกรมปศุสัตว์

🐓เลือกอกไก่ที่ถูกเก็บรักษาด้วยความเย็น เพราะความเย็นช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเลือกซื้อเนื้อไก่ที่มีสีธรรมชาติ เนื้อไม่คล้ำ ไม่มีจุดเลือดออก ไม่มีรอยฟกช้ำ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน

🐓เก็บเนื้อไก่ที่ซื้อมาใส่ตู้เย็นทันที โดยเก็บไว้ในช่องธรรมดาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4.4 องศาเซลเซียสสำหรับใช้ประกอบอาหารภายใน 1-2 วัน หรือเก็บในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -17.8 องศาเซลเซียส หากต้องการเก็บไว้ในระยะยาว

🐓หากมั่นใจว่าแหล่งที่มาและการขนส่งเนื้อไก่สะอาดปลอดภัยดี ไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดอกไก่ด้วยน้ำเปล่าก่อนปรุงอาหาร เพราะอาจทำให้เชื้อต่าง ๆ แพร่กระจายออกไปได้ เช่น เข้าสู่มือ เสื้อผ้า พื้นที่ปรุงอาหาร หรืออุปกรณ์ทำครัวอื่น ๆ เป็นต้น เพราะการใช้ความร้อนปรุงอาหารจะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นได้อยู่แล้ว

🐓ปรุงอกไก่ให้สุกดีเสมอ เพราะการปรุงสุกจะช่วยฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ โดยอาจปรุงอกไก่จนสุกในระดับที่แตกต่างกันตามวิธีทำอาหาร เช่น อบอกไก่อาจใช้ความร้อนประมาณ 177 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 20-30 นาที ต้มหรือตุ๋นอกไก่นาน 25-30 นาที หรือปิ้งย่างอกไก่นาน 6-8 นาที/ด้าน เป็นต้น


อกไก่เป็นเนื้อสัตว์ที่ให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยโปรตีนจำนวนมาก แต่มีไขมันน้อย จึงพบอาหารชนิดนี้ได้ในอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายเมนู อย่างเช่น สลัดอกไก่ทอด โดยคนเชื่อว่าการบริโภคอกไก่อาจช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งอาจเสริมสมรรถภาพระหว่างการออกกำลังกายได้ด้วย

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปลาหมึก ประโยชน์มากกว่าที่คิด


" หมึก" หรือ "ปลาหมึก" (Squid) ที่หลายคนรู้จักกันดีถือเป็น อาหารทะเล อีกหนึ่งชนิดที่นิยมนำมาประกอบอาหาร ทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ จุดเด่นของปลาหมึกคือสามารถนำมาประยุกต์รับประทานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัด ทอด ต้ม หรือนำมาแปรรูปทั้งแบบแห้งและแบบดอง ในบางประเทศอย่างเกาหลีและญี่ปุ่นก็ยังนิยมนำปลาหมึกมารับประทานกันแบบสดๆ แกล้มกับเครื่องดื่มโซจู (Soju) หรือสาเกในงานสังสรรค์อีกด้วย

ประโยชน์ของปลาหมึก อุดมด้วยโอเมก้า 3

อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ยังมีความเชื่อว่าปลาหมึกเป็นอาหารที่ยิ่งรับประทานยิ่งอ้วนเพราะมีคอเลสเตอรอลสูง ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่าในปลาหมึกมีคอเลสเตอรอลสูงจริงแต่ก็มีปริมาณไขมันกลุ่มโอเมก้า3 อยู่จำนวนมากเช่นกัน โดยโอเมกา 3 ในปลาหมึกจะทำหน้าที่ยับยั้งปริมาณคอเลตเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าคอลเลตเตอรอลในปลาหมึกไม่มีผลเสียใดๆกับร่างกายหากรับประทานให้เหมาะสมเปรียบเทียบกับเนื้อหมูหรือเนื้อวัวด้วยแล้ว จะพบว่าปลาหมึกทำให้เป็นโรคหัวใจหรือคอลเลตเตอรอลสูงได้น้อยกว่าเพราะเนื้อหมูและวัวนั้นไม่มีโอเมก้า 3 นั่นเอง


ดูแลสุขภาพด้วย 4 คุณประโยชน์ของปลาหมึก

1. ปลาหมึกมีโอเมกา 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย

โดยโอเมกา 3 ในปลาหมึกนั้นมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านสติปัญญา ช่วยเพิ่มสมาธิและความจำอีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ นอกจากนี้โอเมกา 3 ยังมีประโยชน์กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ โดยมีงานวิจัยระบุว่ากรดไขมันโอเมกา 3 ในส่วนของ DHA นั้นสามารถส่งผลต่อระบบสายตา ประสาทและสมองของทารก โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรกก่อนคลอด ดังนั้นหากคุณแม่ท่านใดรับประทานปลาหมึกในปริมาณที่เหมาะสม ทารกในครรภ์ก็จะได้รับโอเมกา 3 ตั้งแต่ในท้องไปด้วย

2. ประโยชน์ของปลาหมึกช่วยให้ใบหน้าเปล่งปลั่งดูอ่อนกว่าวัย

เนื่องจากในอาหารทะเลจะมีปริมาณคอลาเจนอยู่ค่อนข้างสูง ผู้รักสุขภาพและความงามหลายท่านจึงนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลาน้ำลึกจำพวกหูฉลามหรือครีบฉลาม แต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นปลาหมึกจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะปลาหมึกเป็นอาหารที่ปริมาณคอลาเจนสูงและยังดูดซึมได้ง่ายเมื่อเทียบกับหูฉลามหรือตีนไก่ นอกจากนี้ในปลาหมึกยังคลอเรสเตอรอลชนิดดีที่มีส่วนช่วยในการจะบำรุงผิวหนัง ทำให้ผิวหน้ากระชับเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ช่วยรักษาสิวและจุดด่างดำ

3. ปลาหมึกช่วยป้องกันโรคคอพอกหรือภาวะขาดสารไอโอดีน

โดยปกติแล้วโรคคอพอกเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เนื่องจากร่างกายขาดไอโอดีนทำให้ผู้ป่วยมีอาการคอโตหรือคอพอกตามมา ดังนั้นการรับประทานอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาหมึกจะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคคอพอกได้ เนื่องจากปลาหมึกจะมีปริมารไอโอดีนสูงโดยปลาหมึกน้ำหนัก 100 กรัม จะมีปริมาณไอโอดีนสูงถึง 54 ไมโครกรัม แม้ไอโอดีนจะเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการไม่มากนัก แต่หากรับประทานไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้

4. ปลาหมึกมีประโยชน์สามารถยับยั้งเนื้องอกได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปลาหมึกเป็นอาหารสารพัดประโยชน์จริงๆโดย นอกจากตัวปลาหมึกจะมีไอโอดีน คอลาเจนหรือ โอเมกา 3 แล้วหมึกของปลาหมึกก็ยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและมีสารยับยั้งเนื้องอกในร่างกายอีกด้วย โดยในน้ำหมึกของปลาหมึกที่เรียกว่า squid ink จะมีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ ชนิดเปปไทด์ซึ่งปลาหมึกจะใช้หมึกนี้พ่นใส่ศัตรู เป็นการพรางตัวและเอาตัวรอด โดยนักวิจัยได้นำหมึกของปลาหมึกมาวิจัยถึงคุณค่าทางโภชนาการและพบว่า peptidoglycan ซึ่งเป็นส่วนประกอบย่อยในน้ำหมึกดังกล่าว มีคุณสมบัติพิเศษในการยับยั้งการเกิดเนื้องอกในร่างกายของหนูทดลอง ตามร้านอาหารต่างๆจึงเริ่มมีการนำหมึกของปลาหมึกมาผสมกับอาหารไม่ว่าจะนำมาเป็นน้ำซอสราด ผสมเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นดำหรือพาสต้าที่เป็นเมนูรักสุขภาพที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน


รู้จักประโยชน์ของปลาหมึกแล้ว เรามาดูเมนูอาหารอร่อยๆดีกว่าค่ะ วันนี้เรานำเมนูสุดอร่อยมาให้ทุกท่านได้ลิ้มลองกันค่ะ นั้นก็คือ เมนูปลาหมึกผัดผงกะหรี่ เมนูอาหารแสนอร่อย รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม หอมกลิ่นผงกะหรี่ ปลาหมึกนุ่มๆ ผัดกับผงกะหรี่หอมๆ อร่อยเข้ากันมากค่ะ



วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

🥕🥕แครอทสุดยอดผัก เพื่อสุขภาพผู้หญิง🥕🥕



แครอท เป็นพืชในตระกูลผักชีที่มีหัวอยู่ใต้ดิน มีสีสันหลากหลายทั้งส้ม แดง เหลือง ขาว และม่วง สามารถรับประทานได้ทั้งส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินและใบ แต่ส่วนหัวจะเป็นที่นิยมนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบดิบ ผ่านการปรุงสุก หรือใช้ปรุงเป็นขนม รวมถึงอาจคั้นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้เช่นกัน

แครอทผักหัวสีส้มที่มากด้วยประโยชน์ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย แต่จะดีมากโดยเฉพาะกับคุณผู้หญิง ซึ่งประโยชน์ที่ว่านั้นก็คือ

1. สุขภาพผมแข็งแรงเงางาม

ในแครอทมีวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีวิตามินซีช่วยทำให้ผมที่ขาดน้ำหนักกลับมานุ่มสลวยขึ้น

2. บำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์

หากคุณผู้หญิงไม่อยากแก่ก่อนวัย และดูเด็กกว่าวัย ควรรับประทานแครอท เพราะในแครอทจะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ยิ่งกินจะยิ่งดูเด็ก ลองดูได้เลย


3. ป้องกันการเกิดสิว

ในแครอท นอกจากจะทำให้ผิวสวยแล้วยังช่วยปรับค่าพีเอชของผิว ให้เกิดความสมดุลอีกด้วย จึงลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี และหากไม่อยากให้เกิดสิวก็ควรดื่มน้ำแครอทผสมน้ำผึ้งก็จะยับยั้งไม่ให้เกิดสิวได้

4. ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา

หากคุณผู้หญิงต้องการมีดวงตาคู่สวยอยู่ไปนาน ๆ แครอทสามารถช่วยได้เป็นอย่างดี เพราะแครอทมากด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน จึงป้องกันไม่ให้ดวงตาเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

5. ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์

หากคุณสาวๆท่านไหนไม่อยากให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพอันเกิดจากอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ก็ควรรับประทานแครอทเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในแครอทจะคอยปกป้องไม่ให้เซลล์ถูกทำลายได้ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

6. บำรุงสุขภาพผู้หญิงตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรมองข้ามแครอทเป็นอย่างยิ่ง เพราะแครอทสามารถช่วยบำรุงสุขภาพได้ดีทั้งคุณแม่และเด็กในครรภ์ เด็กจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติที่จะเกิดกับทารกได้อีกด้วย ส่วนตัวคุณแม่ก็จะมีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคโลหิตจาง และยังกระตุ้นให้มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นอาหารควบคุมน้ำหนักให้คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์อีกด้วย


7. ป้องกันผิวจากรังสียูวี

รังสียูวีนับว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสีย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นอีกด้วย การรับประทานแครอทจะสามารถป้องกันผิวพรรณของคุณผู้หญิงจากรังสียูวีได้ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นเหมือนสารกันแดดจากธรรมชาติช่วยปกป้องผิวได้อีกด้วย

8. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเกิดได้จากอนุมูลอิสระที่มาจากอาหาร และมลพิษที่อยู่รอบตัว ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะทำลายเซลล์และแปรสภาพให้เซลล์เนั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่หากรับประทานแครอทอยู่เป็นประจำร่างกายจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่างๆรวมถึงมะเร็งเต้านม และยังช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็งที่เข้าสู่ร่างกายแล้วด้วย

9. กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

หากคุณผู้หญิงต้องการมีรูปร่างและหุ่นที่ดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม ก็อย่าลืมรับประทานแครอทเป็นประจำ เพราะแครอทจะเข้าไปช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี

10. ลดอาการข้างเคียงจากการมีประจำเดือน

ในแครอทมีธาตุเหล็กและสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินเอและเบต้าแคโรทีน ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะสูญเสียธาตุเหล็กไปมากกว่าปกติในช่วงมีประจำเดือน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ผมร่วง ขาดสมาธิและเป็นโรคโลหิตจางได้ อีกทั้งวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนยังช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดและควบคุมให้ประจำเดือนมาอย่างเป็นปกติ


แครอทมีแต่ประโยชน์มากมายโดยเฉพาะกับคุณผู้หญิง หากเป็นแบบนี้รีบหามารับประทานจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบรับประทานสด ปรุงอาหาร ทานเป็นเครื่องเคียงอย่างเมนูนำ้พริกกุ้งสด หรือคั้นเป็นน้ำดื่มก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

🍄🍄รู้มั้ย!!!เห็ดหูหนูขาวก็มีประโยชน์นะ🍄🍄



เมื่อพูดถึงเห็ดหูหนูขาว เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักและไม่เคยทาน เห็ดหูหนูขาว หรือ ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Tremella Mushroom, Tremella Fuciformis Mushroom ( White Jelly Fungus ) เป็นเห็ดที่มีลักษณะเหมือนเยลลี่ อุ้มน้ำได้ดี เป็นเห็ดที่รู้จักกันดีในวงการแพทย์แผนจีน โดยมีประวัติอันยาวนาน ถูกใช้ในตำรับอาหารช่วยบำรุงกำลัง และใช้ในตำรับยาภายในพระราชวังหลวง มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ถึงขนาดมีการจดบันทึกว่า นางสนมหยางกุ้ยเฟย ที่ได้รับการยกย่องและขนานนามว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์ของจีน มีการใช้เห็ดหูหนูขาวเป็นส่วนประกอบในสูตรยาเพื่อช่วยรักษาผิวพรรณและความงาม

เห็ดหูหนู เป็นเห็ดที่หาทานได้ง่ายราคาไม่แพง เป็นเห็ดที่นิยมนำมาทำเป็นอาหาร และผลิตเป็นสารสกัด เพื่อช่วยบำรุงร่างกายและผิวพรรณ เห็ดหูหนูสามารถแบ่งชนิดหลัก ๆ ได้ ตามสีของของเห็ดคือ เห็ดหูหนูดำ และ เห็ดหูหนูขาว โดยทั้งสองชนิดมีประโยชน์คล้าย ๆ กันแต่จะให้ประโยชน์แก่อวัยวะภายในร่างกายแต่ละส่วนแตกต่างกัน

ประโยชน์โดยรวมของเห็ดหูหนูทั้งขาวและดำ คือช่วยบำรุงเลือด ช่วยชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงระบบย่อยอาหาร บำรุงสมอง โดยเฉพาะเห็ดหูหนูขาว ที่ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นสุดยอดของเห็ดเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง


เมื่อพูดถึงเห็ดหูหนูขาว เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักและไม่เคยทาน เป็นเห็ดที่มีลักษณะเหมือนเยลลี่ อุ้มน้ำได้ดี เป็นเห็ดที่รู้จักกันดีในวงการแพทย์แผนจีน โดยมีประวัติอันยาวนาน ถูกใช้ในตำรับอาหารช่วยบำรุงกำลัง และใช้ในตำรับยาภายในพระราชวังหลวง มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ถึงขนาดมีการจดบันทึกว่า นางสนมหยางกุ้ยเฟย ที่ได้รับการยกย่องและขนานนามว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์ของจีน มีการใช้เห็ดหูหนูขาวเป็นส่วนประกอบในสูตรยาเพื่อช่วยรักษาผิวพรรณและความงาม

🍄🍄สรรพคุณที่สำคัญ🍄🍄 คือ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้การไหลเวียนเลือดของหัวใจดีขึ้น (ลดอาการหลอดเลือดหัวใจขาด ตีบ) มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดอาการแทรกซ้อน ภายหลังการฉายแสงรักษาโรคมะเร็ง

🍄🍄สรรพคุณทางยาจีน🍄🍄 เสริมบำรุงสารน้ำของปอด บำรุงไต ทำให้เกิดสารน้ำ หยุดไอ (ไอที่เกิดจากปอดแห้ง ไอแห้งๆ มีเลือดปน) บำรุงพลัง บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง มีฤทธิ์สงบประสาท ช่วยให้นอนหลับ

🍄🍄สรรพคุณของเห็ดหูหนูขาว🍄🍄

นอกจากเรื่องผิวที่เด่น ๆ แล้ว เห็ดหูหนูขาวนั้นยังเป็นพืชที่มีสรรพคุณอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งช่วยบำรุงร่างกาย และยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ สำหรับประโยชน์ต่อร่างกายนั้น เห็ดหูหนูขาวจะออกฤทธิ์โดยตรงกับปอด ไต กระเพาะอาหาร และ กระดูก จากงานวิจัยสมัยใหม่พบว่าในเห็ดหูหนูขาวประกอบด้วย สารอาหารต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ใยอาหาร วิตามิน มีกรดอะมิโนสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายหลายตัว มีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่ร้อน ไม่เย็น มีรสหวาน จึงจัดอยู่ในคุณสมบัติของยาบำรุง เสริมพลัง

🍄 ช่วยบำรุงสมอง มีฤทธิ์ช่วยสงบประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดี

🍄 เสริมและบำรุงสารน้ำของปอด

🍄 บำรุงไต

🍄 บรรเทาอาการไอ

🍄 บำรุงหัวใจเห็ดหูหนูขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งสูงกว่าเบต้าแคโรทีนในผักสีส้มและเหลือง มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จึงเป็นสุดยอดเห็ดอีกชนิดที่มีความโดดเด่นในการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี ลดความดัน ลดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบและหลอดเลือดในสมองแตกได้


🍄🍄เห็ดหูหนูขาวกับการควบคุมน้ำหนัก🍄🍄

เห็ดหูหนูเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ และยังอุดมด้วยด้วยธาตุแคลเซียม จึงเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วน เห็ดหูหนูมีอยู่สองชนิดคือ เห็ดหูหนูดำกับหูหนูขาว เห็ดหูหนูขาวจะนุ่มกว่าย่อยง่ายและสามารถขจัดรอยย่นบนผิว ช่วยให้ผิวพรรณงดงามขึ้นได้

เมื่อผิวสวย สุขภาพดีแล้ว เรื่องรูปร่างก็ไม่น้อยหน้า เนื่องด้วยเห็ดหูหนูขาวเป็นพืชตระกูลเห็ด ที่ให้พลังงานน้อย และมีคอเรสเตอรอลต่ำ มีใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ ทำให้ทานแล้วอิ่มได้นาน ช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระเลือดช้าลง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความสมดุล และยังช่วยให้ระดับไขมันในเลือดลดลง ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี เห็ดหูหนูจึงเป็นตัวช่วยตัวนึงในการลดน้ำหนัก

🍄🍄รับประทานเห็ดหูหนูขาวกันเถอะ🍄🍄

จากข้อมูลที่ได้เล่าสู่กันฟัง การรับประทานเห็ดหูหนูขาว จึงเป็นทางเลือกนึงในการดูแลสุขภาพร่างกายแบบครบวงจร ทั้งบำรุงกำลัง บำรุงกระดูก ข้อต่อ บำรุงอวัยวะภายใน ช่วยควบคุมน้ำหนัก บำรุงผิวให้เต่งตึง ชุ่มน้ำ ใครสนใจ ก็ลองไปหาเห็ดหูหนูมารับประทานกัน ซึ่งเห็ดหูหนูขาวถือเป็นเห็ดที่หาซื้อได้ง่าย มีให้เลือกซื้อทั้งแบบแห้ง และแบบแปรรูป ถือเป็นเห็ดที่รับประทานอร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งคาว และหวาน ส่วนใครที่อยากเสริม ไฮยารูโรนิค แอซิด (Hyaluronic acid) จากหูหนูขาวในรูปแบบของสารสกัด ก็ลองปรึกษาเภสัชกร หรือผู้เชี่ยวชาญดู ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่จะเป็นประโยชน์ ใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกทาง







วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

"ชะพลู" พืชมหัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารอาหาร



ชะพลู เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณทางยามีฤทธิ์ แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับภายลม บำรุงธาตุ เป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ท้อง อืดเฟ้อ แก้อุระเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ต้าน เกาะกรุมของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง แก้ขัดเบา เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง

🌿🌿สรรพคุณของใบชะพลู🌿🌿

🌿 ดอก : ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้

🌿 ราก : ขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

🌿 ต้น : ขับเสมหะในทรวงอก

🌿 ใบ : มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ ในใบชะพลูมีสาร เบต้า-แคโรทีน สูงมาก

รากนั้นใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบมีคุณสมบัติเจริญอาหารและขับเสมหะ เถาและรากก็ใบขับเสมหะเหมือนกัน รับประทานใบชะพลูบ้างเพื่อปรับธาตุปรับสมดุลในร่างกาย แต่อย่ามากเกินเพราะอาจเป็นพิษกับตัวคนกินได้ ดังนั้นรู้จักความพอดีได้ในใบชะพลู


🌿🌿วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย🌿🌿

👉 แก้เบาหวาน เอาต้นชะพลู ทั้ง 5 (เอาทั้งต้นตลอกถึงราก) มา 1 กำมือ พับเป็น 3 ทบใช้ ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปราะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี่ยวเหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ได้ผลชะงัดหรือจะเอาใบชะพลูทั้งต้นและใบ 9 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในภาชนะพร้อมด้วยน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานให้หมดก่อนอาหารเย็น โดยรับประทาน 15 วันต่อครั้ง เมื่อรับประทานไปได้ 2 ครั้ง ภายใน 30 วันแล้ว

👉 ยาแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เอาเปลือกหอยแครง 7 ฝา (เผาไฟให้เป็นขี้เถ้า) กับต้นชะพลูทั้ง 5 นำมาย่างไฟให้กรอบ ตำผสม กันให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อน รับประทานต่างน้ำชามีสรรพคุณแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆได้ผลชะงัด

👉 แก้ขัดเบา เอาต้นแจงทั้ง 5 หนัก 3 ตำลึง ชะพลู หนัก 3 ตำลึง แก่น ไม้สัก 3 ตำลึง ตัวยาทั้ง3 นี้ ใส่หม้อดิน กับน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยว ให้เหลือ 1 ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน เช้า-เย็น แก้ขัดเบาได้ผลชะงัก 4. เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ นำใบชะพลูมาจิ้มน้ำพริก หรือกะปิหลน น้ำพริกปลาป่น หรือจะนำใบชะพลูมาทำเมี่ยงคำ ทานวันละ อย่างน้อย ๗ ใบ ทุกวัน จะทำให้ธาตุปกติ เจริญอาหาร ขับเสมหะได้ดี

👉 ชะพลู ทั้งต้นรวมราก จำนวน 3 ต้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ตักดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็น ดื่มจนตัวยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มให้ครบ 15 วัน จึงหยุด แก้โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง เมื่อเป็นแล้วทำให้เลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองมีปัญหา ก่อให้ เกิดอาการเส้นโลหิตแตกหรือหัก เสียชีวิตได้

👉 แก้อาการบิด ด้วยการใช้รากประมาณครึ่งกำมือ ใช้ผลประมาณ 3 หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก)

👉 ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก,ทั้งต้น)

👉 ช่วย ขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ดอก,ราก)

👉 รากชะพลูเป็นหนึ่งในส่วนผสม ของตำรับสมุนไพรพิกัดยาตรีสาร ซึ่งช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม


🌿🌿ข้อควรระวัง🌿🌿

ใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญ คือ แคลเซียมและวิตามินเอซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย และสารคลอโรฟิล ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียด การกินใบชะพลูมาก ๆ ชนิดที่เรียกว่า กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ อาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วันนี้เราจึงมีเมนูที่มีใบชะพลูเป็นส่วนประกอบ นั่นก็คือเมนู แกงอ่อมหอยขม เป็นอีกหนึ่งเมนูของอาหารอีสานที่ชาวอีสานหลายคนไม่เคยลืม เป็นเมนูที่มีรสชาติจัดจ้าน แลมีความหอมของใบชะพลู ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากอร่อยแล้วยังได้ประโยชน์จากใบชะพลูอีกด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สาหร่ายทะเล ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!



สาหร่ายทะเลมีหลากหลายแบบและแต่ละแบบก็มีมากกว่าหนึ่งชนิด และเราก็รู้จักพืชชนิดนี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “สาหร่ายสีเขียว” ที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้มากมาย ทั้งการกินโดยตรงและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ก็ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางรวมไปถึงเวชภัณฑ์ยาบางชนิด เนื่องจากในสาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายอื่นๆ มีคุณค่าของสารอาหารและสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราอยู่หลายชนิด

สาหร่ายโดยทั่วไปมักมีสารสำคัญ เช่น ไอโอดีน สังกะสี เหล็ก ทองแดง เส้นใยอาหาร วิตามินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถทำงานได้ดี ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคคอพอกได้ รวมทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี สดใสและเปล่งปลั่ง ดูแลเส้นผมให้แข็งแรง ไม่ขาดหรือหลุดร่วงได้ง่าย

“สาหร่ายสีเขียว” คือ? มีคุณค่าอย่างไร?

“สาหร่ายสีเขียว” หนึ่งในสาหร่ายทะเลที่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็มีสรรพคุณทางยาและประโยชน์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เป็นสาหร่ายที่จัดอยู่ในกลุ่ม Chlorophyceae นอกจากอาศัยในทะเลแล้วก็สามารถพบได้ในน้ำจืดด้วย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและเป็นแหล่งของโปรตีน ไขมัน เกลือ วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารสำคัญมากมายที่ร่างกายต้องการใช้ในกระบวนการทำงานภายใน เช่น เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ไบโอติน กรดไขมันไลโปอิก ฯลฯ การกินสาหร่ายชนิดนี้จึงนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

ส่งผลให้ปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนเริ่มหันมากินสาหร่ายสีเขียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการพัฒนาเพาะเลี้ยงสาหร่ายขึ้นมาด้วย เราจึงควรเลือกที่มีระบบการผลิตสะอาด ไม่มีแหล่งของมลพิษใกล้เคียงที่จะสะสมในสาหร่ายได้ เนื่องจากสาหร่ายโดยทั่วไปที่ขึ้นตามธรรมชาติจะพบมากในบริวณน้ำทะเลค่อนข้างใสและสะอาดเท่านั้น นอกจากนี้ในสาหร่ายมีโซเดียมปริมาณสูง จึงไม่ควรกินมากเกินไปโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไตและโรคความดันโลหิตสูงเพราะอาจทำให้เกิดพิษแก่ร่างกายได้


8 สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียว ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. สาหร่ายสีเขียวมีความโดดเด่นในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ร้ายอย่างโรคมะเร็งได้สูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ทำให้เซลล์แข็งแรง และยังลดความเสี่ยงของโรคร้ายได้หลายโรค

2. สาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่อาหารทางโภชนาการที่ร่างกายคนเราต้องการทุกวัน เพื่อจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้มีความแข็งแรง ส่งผลให้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ

3. สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคคอพอก โดยร่างกายจะใช้ไอโอดีนในการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นปกติ

4. สาหร่ายสีเขียวช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง มีฤทธิ์ในการช่วยสมานแผล ต้านสารพิษต่างๆ ที่อยู่รอบตัว และล้างสารพิษที่ตกค้างออกจากร่างกาย

5. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระชุ่มกระชวยและมีชีวิตชีวา

6. สาหร่ายสีเขียวมีธาตุเหล็กและทองแดง ที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมทั้งช่วยนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีธาตุสังกะสีซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการไข้หรือเจ็บป่วยไม่สบายได้เร็ว

7. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ หรือโรคตับอักเสบ เนื่องจากเป็นแหล่งของกรดอะมิโนหลายชนิดที่พืชบกส่วนใหญ่ไม่มี ซึ่งมีฤทธิ์ในการสมานแผลด้วยนั่นเอง

8. สาหร่ายสีเขียวใช้ประโยชน์ในการช่วยขับพิษ เพราะเส้นใยอาหารในสาหร่ายสีเขียวจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี บำรุงผิวพรรณให้สดใส ทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ และทำให้การดูดซึมอาหารของร่างกายดีขึ้น

ได้ทราบถึงสรรพคุณและประโยชน์ของสาหร่ายกันมากขึ้น โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวที่มีสารสำคัญอยู่มากมาย ซึ่งจะช่วยในการดูแลสุขภาพร่างกายได้มากทีเดียว ใครที่เคยคิดว่าสาหร่ายเป็นแค่อาหารกินเล่นๆ คงจะเปลี่ยนให้มันมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพกันแล้วล่ะ แต่ก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมนะ เพราะสาหร่ายเป็นพืชที่มีโซเดียมเยอะ ถ้าร่างกายได้รับมากเกินจะเป็นภาระให้ต้องขับโซเดียมออกจากร่างกายอีก

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...