วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561
มะรุมผักพื้นบ้าน รวมแร่ธาตุ สารอาหารหลายชนิด
มะรุม ผักพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานเป็นผักที่มีแร่ธาตุและสารอาหารหลายชนิด มีสรรพคุณทั้งในทางสมุนไพรและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
มะรุม เป็นไม้ยืนต้น ที่โตเร็ว ทนแล้งได้ดี ใบมีลักษณะประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อ สีขาว ดอกมีรสชาติ หนาว ขมและมันเล็กน้อย ผลของมะรุมมีลักษณะเป็นฝักยาว มีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้มสามปีก เส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร
สรรพคุณทางยาสมุนไพร
ใบ - ช่วยถอนพิษไข้ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
ราก - บำรุ่งธาตุไฟ รักษาโรคปวดข้อ โรคไขข้อ แก้อาการบวม
ฝัก - แก้ไข้ ลดความดันโลหิตสูง
ยาง - แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อโรคไทฟรอยด์
เปลือกลำต้น - ขับลมในลำไส้
ยอดอ่อน - ช่วยถอนพิษไข้
คุณค่าทางอาหาร
ใบ ใบของมะรุม มีแคลเซียมสูงเทียบ(ปริมาณพอๆกับนมสด) มีวิตามินซีเท่ากับส้มหนึ่งลูก มีวิตามินเอสูงและมีธาตุเหล็กสูงกว่าผักขม
ฝัก ฝักมะรุม 100 กรัม ประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัมกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลิกรัม วิตามินเอ 532 IU และเส้นใย 1.2 กรัม มะรุม 100 กรัมยังให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่
เมล็ด เมล็ดของมะรุมสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน จะมีคุณสมบัติบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน
ประโยชน์ของมะรุม
1. มะรุมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
2. สามารถใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด จนอายุ 10 ปี
3. ช่วยลดความดันโลหิต
4. รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เช่น ลำไส้อักเสบ โรคพยาธิที่ลำไส้ เป็นต้น
5. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
6. วิตามินเอในมะรุมนั้น ช่วยบำรุงสายตา
7. รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
🍃🍃สะระแหน่ สมุนไพรไทย สรรพคุณเกินคำบรรยาย🍃🍃
สะระแหน่ (Peppermint/Mint) เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรสหรือกลิ่นของสะระแหน่จากยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเครื่องสำอางอีกด้วย
สะระแหน่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมีเมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้
🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃
1.ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
2.ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ
3.ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง
4.ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์
5.ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ
6.บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด
7.แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี
เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561
ประโยชน์จากตะไคร้ สุดยอดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
ตะไคร้ ถือว่าเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอมและดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ประโยชน์ของตะไคร้ก็ยังมีดีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว สงสัยล่ะสิว่าตะไคร้มีดีอย่างไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลย
รักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถลดอาการอักเสบที่เป็นสาเหตุของอาการปวดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดฟัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อก็ตาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย โดยให้นำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาถูนวดบริเวณที่มีอาการปวด หรือทำน้ำตะไคร้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการอักเสบจากภายในก็ได้
บำรุงสุขภาพด้วยวิตามินมากมาย
ต้องบอกเลยว่าตะไคร้มีวิตามินเยอะมาก ซึ่งล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเราทั้งสิ้น จึงสามารถบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี โดยวิตามินที่พบมากในตะไคร้ได้แก่ วิตามินอี วิตามินบี วิตามินซี และพวกแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม เป็นต้น
ล้างสารพิษ
ตะไคร้มีฤทธิ์ในการขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย โดยจะชะล้างสารพิษจากระบบย่อยอาหาร ตับ ไต กระเพาะปัสสาวะและขับออกทางปัสสาวะนั่นเอง ซึ่งก็จะทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย
บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในตะไคร้เป็นจำนวนมาก จึงสามารถบำรุงผิวพรรณให้มีความสวยใสเปล่งปลั่งได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงและป้องกันการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมากกว่าครีมบำรุงผิวหลายชนิดเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครอยากมีผิวสวยดูอ่อนกว่าวัย อย่ามองข้ามตะไคร้เป็นอันขาด
ช่วยย่อยอาหาร
สำหรับใครที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย ตะไคร้ก็ช่วยได้เหมือนกัน โดยจะกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถแก้อาการหวัด บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด ลดแก๊สในลำไส้และแก้อาการท้องเสียได้ดีอีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะนิยมทานในรูปของชาตะไคร้นั่นเอง
บำรุงระบบประสาท
ตะไคร้สามารถบำรุงระบบประสาทได้ดี โดยจะช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทและสมอง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลายและลดอาการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี รวมถึงผู้ที่มีอาการมือชาเท้าชาด้วย
เห็นไหมว่าสมุนไพรตะไคร้ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังมากไปด้วยประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหรือผิวพรรณก็ตาม เพราะฉะนั้นหันมาทานตะไคร้บ่อยๆ กันดีกว่า ทั้งตะไคร้สด น้ำตะไคร้ ชาตะไคร้หรือจะสูดลมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้เพื่อสร้างความผ่อนคลายก็ได้
วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561
กระชาย สมุนไพรคู่ครัวไทย
โสมไทย สมุนไพรเยี่ยมของไทยอย่างหนึ่งคือ กระชาย นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงในเครื่องแกง ต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมแล้ว ทราบไหมคะว่า ยังมีสรรพคุณทางยาอีกสารพัดประโยชน์ ซึ่งนับได้ว่า กระชาย เป็นสมุนไพรไทย สารพัดประโยชน์จริงๆค่ะ สำหรับ สรรพคุณและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ กระชาย แบ่งเป็น หัวข้อหลัก ได้ดังนี้นะคะ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ชื่อสามัญ : Kaempfer
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
ลักษณะทางกายภาพ : กระชาย เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หรือที่เราเรียกกันว่า เหง้า แบ่งตามชนิดได้ 3 ชนิด ได้แก่ กระชายดำ , กระชายเหลือง , กระชายแดง
ประโยชน์ : นิยม นำมาใช้เป็นเครื่องปรุง ของอาหารไทย ประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงเผ็ด แกงกะทิ เป็นต้น แต่ที่นิยม นำมาปรุงเป็นเครื่องแกงนั้น จะนิยมใช้เป็นกระชายเหลือง ส่วนกระชายแดง และกระชายดำนั้น จะนิยมนำมาทำเป็นยา บำรุงกำลัง และ เสริมกำหนัด หรือพูดง่ายๆว่า เป็น ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศนั่นเองค่ะ และ ที่สำคัญ กระชาย ยังมีฤทธิ์ต้านการลุกลามการขยายตัวของเซลส์มะเร็งอีกด้วยนะคะ สำหรับสรรพคุณที่จะนำเสนอคุณผู้อ่านวันนี้นะคะ จะเป็นสรรพคุณเกี่ยวกับ การบำรุงกำลัง และ เป็นยาอายุวัฒนะค่ะ
กระชายบำรุงกำลัง
นำกระชาย 2 – 3 หัว มาบุบพอให้แตกแต่ไม่ต้องละเอียดนะคะ แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง นำไปแช่น้ำผึ้ง 1 ถ้วยตวง แช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 วัน แล้วนำน้ำผึ้งที่ได้จากการแช่กระชาย มารับประทาน ก่อนเข้านอน พอตื่นตอนเช้า จะรู้สึกได้เลยค่ะว่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
กระชายยาอายุวัฒนะ
นำกระชาย 2 – 3 หัว ทุบให้ละเอียดแล้ว ห่อในผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำ ผสมกับ น้ำผึ้ง แล้วทานก่อนจะรับประทานอาหารเย็นประมาณ 20 นาทีค่ะ โดย ทานแบบนี้เป็นประจำ จะทำให้เจริญอาหารและสดชื่นค่ะ
นอกจากนี้ กระชาย ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายนะคะ เช่น แก้โรคบิด แก้ลมวิงเวียน แก้ท้องเดิน แก้ฝีในปาก แก้กลาก เป็นต้นค่ะ สำหรับ ส่วนอื่นๆ ของกระชาย นอกจากเหง้าแล้ว ใบ และ รากของกระชาย ก็ยังมีสรรพคุณทางยา อีกด้วยนะคะ
เหง้าและราก สรรพคุณ : แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก
ใบ สรรพคุณ : บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ
กระชาย ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?
นอกจากจะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายแล้ว กระชายยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย โดยสถาบัน Clinical Research Information Service ของประเทศเกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาว่ากระชายสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้หรือไม่ ซึ่งในการศึกษาได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสามกลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกรับประทานกระชายวันละ 300 มิลลิกรัม กลุ่มที่ 2 ทาน 600 มิลลิกรัม และกลุ่มที่สามรับประทานยาแป้ง
จากการวิจัยพบว่า ทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองที่มีการรับประทานกระชายนั้นมีรอบเอว ปริมาณไขมัน และน้ำหนักตัวที่ลดลงตามลำดับภายในเวลา 12 สัปดาห์ แต่กลุ่มที่รับประทานยาแป้งนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังต้องมีการศึกษาต่อไปว่าการบริโภคกระชายในปริมาณเท่าใดจึงจะดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561
ข่าสมุนไพรดีๆ ที่ควรมีไว้ติดครัว
ข่า (Galangal) เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้า” อยู่ในตระกูลขิง เป็นไม้ล้มลุก มีทั้งชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องแกงหรือใช้ประกอบอาหาร กับอีกชนิดที่เรียกว่า “ข่าตาแดง” ซึ่งที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีช่อดอกเป็นชั้นๆ มีสีแดงสดสวยงาม
แต่โดยทั่วไป เรามักรู้จักข่าในฐานะเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ซึ่งในตำรายาสมุนไพร ได้กล่าวถึงสรรพคุณของข่าในส่วนต่างๆ ที่สามารถนำไปทำเป็นยาได้ เช่น
> เหง้าแก่ มีรสเผ็ดร้อนขม ใช้แก้กลากเกลื้อน แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่น ขับลม แก้พิษ แก้บิด แก้ตกเลือด และแก้สันนิบาตหน้าเพลิงได้ นอกจากนี้ เหง้าข่า หากนำมาใส่ในลูกประคบจะช่วยลดอาการฟกช้ำ บวม และกระจายลมได้ดี สำหรับในสตรีหลังคลอดบุตร หากนำเหง้าแก่มาตำกับมะขามเปียกและเกลือรับประทานเป็นประจำ จะช่วยขับรกและขับน้ำคาวปลาได้ดีอีกด้วย
> ต้นแก่ นำมาตำผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ตามข้อ และแก้ตะคริว
> ใบ มีรสเผ็ดร้อน ใช้ฆ่าพยาธิ และรักษากลากเกลื้อน หากนำมาต้มอาบหรือแช่จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามข้อได้
> ดอก มีรสเผ็ดร้อนเช่นกัน แต่ช่วยขับลม และแก้ท้องเสีย แต่หากนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ก็จะช่วยรักษาให้หายได้
> หน่ออ่อน มีรสเผ็ดหวาน ช่วยแก้ลม แน่นหน้าอก และบำรุงไฟธาตุ
> ผล มีรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้บิด ช่วยขับเลือดลม แก้เหน็บชา และละลายเสมหะ แก้โลหิตเป็นพิษ
> ราก มีรสเผ็ดร้อนปร่า ช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก แก้เหน็บชา ละลายเสมหะ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี
นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในข่า ยังประกอบไปด้วยสารเมททิล ซินนาเมต ยูจีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น บรรเทาอาการปวดบวมตามข้อ บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องร่วง ฆ่าเชื้อบิด และช่วยในระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยรักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดฟัน ช่วยขับลม แก้โรคกระเพาะ รวมทั้งลดไขมันในเลือดได้
ในการศึกษาวิจัยทางฤทธิ์วิทยาของข่า ยังพบด้วยว่า ข่ามีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ต้านการอักเสบ รวมทั้งมีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ช่วยในการบีบตัวของลำไส้เล็ก และฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการจุกเสียดได้ด้วย
สำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็นเชื้อราในช่องปาก คือ เกิดฝ้าขาวบริเวณเพดาน ลิ้น และกระพุ้งแก้ม ที่สามารถหลุดออกได้ จึงมักทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเวลารับประทานอาหารรสจัด ซึ่งเชื้อรานี้จะสามารถลุกลามไปที่หลอดคอและบริเวณขอบลิ้นทำให้กลืนลำบาก แต่สามารถแก้ไขได้โดยนำข่ามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือทุบให้ละเอียดแล้วนำไปดองกับแอลกอฮอล์ 15 วัน กรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากหรือกลั้วปากและคอ เช้าเย็นก่อนรับประทานอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้
วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
ไข่ไก่ กับการทานเลือกทานไข่ไก่ในมื้อเช้า
มื้อเช้าอันเป็นมื้อสำคัญของวัน หากได้ไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและประโยชน์มากมายก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะรับมือกับการเรียน การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากจะจำแนกประโยชน์ของไข่ให้ลึกลงไปอีกก็จะมีดังนี้
1. ไข่เต็มไปด้วยสารอาหาร : ไข่มีครบทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามิน A, D, E และ B12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยนิดเพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟองเท่านั้น เมื่อกินเมนูไข่จึงอิ่มนาน ทำให้ให้กินอาหารได้น้อยในมื้อต่อไป จึงทำให้สาวๆที่นิยมลดความอ้วนมักกินไข่ต้มในตอนเช้านั่นเอง
2. ไข่มีโปรตีนสูง : ไข่เพียง 1 ฟอง จะมีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม จึงถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคน
3. ไข่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน : นอกจากในไข่จะมีวิตามินที่หลากหลายแล้ว ในไข่ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเรื่องการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นไปอย่างปกติ
4. ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท : เพราะไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีน มากถึง 20% ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน สำหรับโคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง จึงทำให้สมองและระบบประสาทแข็งแรง พร้อมในการทำกิจกรรมและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
5. แคโรทีนอยด์ช่วยในการมองเห็น : ในไข่มีลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีความสำคัญกับสุขภาพดวงตาอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
6. ลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจก : เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระในไข่จะช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของรังสียูวี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกเมื่อมีอายุมากขึ้น
7. ไข่ช่วยบำรุงความจำ : เพราะในไข่มีวิตามินอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
8. ไข่เป็นอาหารลดน้ำหนัก : จากการทดลองของมหาวิทยาลัยลุยเซียนาพบว่า การรับประทานไข่ในตอนเช้าจะสามารถลดความอ้วนได้ดีกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นขนมปัง แต่ก็ควรกินแบบจำกัดจำนวนด้วย โดยวันหนึ่งไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง
9. ไข่ไก่มีราคาถูก : เมื่อเทียบประโยชน์ที่มากมายของไข่กับราคาแล้ว นับว่าเป็นของดีที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ ผัก หรือผลไม้
10. เมนูไขทำได้ง่ายและรวดเร็ว : เมนูไข่เหมาะสำหรับทำรับประทานที่บ้านเองได้ทุกเช้า เพราะทำไม่ยาก ดัดแปลงได้หลายอย่าง แถมยังมีคุณค่าทางอาหารมาก จึงนับว่า อร่อย ทำง่ายและได้ประโยชน์จริงๆ
ปริมาณไข่ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ
ในไข่ 1 ฟอง จะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 250 มิลลิกรัม ซึ่งคนเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม ดังนั้นหากไม่อยากให้ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลที่มากเกินควรรับประทานไข่ในปริมาณดังนี้
- เด็กอายุ 6 เดือน ควรใช้ไข่แดงบดผสมกับข้าวโดยเริ่มให้ตั้งแต่ปริมาณน้อยๆไปก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิด
- เด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น รับประทานได้ 1 ฟองต่อวัน
- วัยทำงาน และมีสุขภาพที่ปกติ รับประทานได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานไม่เกิน 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ถึงแม้ว่าอาหารจานไข่จะมีประโยชน์มากมายเพียงใดก็ตาม แต่การจะให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารมากที่สุดก็ควรจะต้องรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากนี้หากรับประทานไข่ต้มในตอนเช้าก็ควรเพิ่มน้ำส้มคั้นสด ๆ เพื่อร่างกายจะยิ่งดูดซึมสารอาหารจากไข่ได้ดีมากขึ้น
เหมือนกับเมนูตำแตงไข่ต้มที่ได้ประโยชน์ล้วนๆ แถมเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะไข่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ทานกับตำแตงแซ่บๆ ฟินอยู่บอกใครเลย หรืออยากทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพสามารถมาทานได้ที่ร้านมายโฮมได้นะคะ รับรองว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง สนใจหรือสบถามได้ที่ร้าน myhome ถนนแม่ชี ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 087-330-0333,045-311333 เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น.
วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง
ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...
-
ไข่มดแดง ถือเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะมีโปรตีนสูง โดยในไข่มดแดง 100 กรัม หรือประมาณ 6 ช้อนกินข้าว จะมีโปรตีนสูงถึง 8.2 กรัม แถม...
-
มะละกอดิบ สรรพคุณมากมาย มีเอ็นไซม์ที่เป็น ประโยชน์ กับการล้างไขมันในสำไส้ วิธีทำชามะละกอดิบ ดื่มล้างไขมันผนังลำไส้ ดีท็อกซ์ลำไส้โด...
-
โป๊กๆๆเสียงครกเสียงสากกระทบกันฟังแล้วกระแทกใจ ได้ยินทีไรน้ำลายไหลทุกที ถ้าพูดถึง ตำซั่ว หลายๆคนคงรู้จักกันดีในฐานะ อาหารประจำภาคอีสาน รสแซ...










