วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

"ชะพลู" พืชมหัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารอาหาร



ชะพลู เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณทางยามีฤทธิ์ แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับภายลม บำรุงธาตุ เป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ท้อง อืดเฟ้อ แก้อุระเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ต้าน เกาะกรุมของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง แก้ขัดเบา เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง

🌿🌿สรรพคุณของใบชะพลู🌿🌿

🌿 ดอก : ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้

🌿 ราก : ขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

🌿 ต้น : ขับเสมหะในทรวงอก

🌿 ใบ : มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ ในใบชะพลูมีสาร เบต้า-แคโรทีน สูงมาก

รากนั้นใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบมีคุณสมบัติเจริญอาหารและขับเสมหะ เถาและรากก็ใบขับเสมหะเหมือนกัน รับประทานใบชะพลูบ้างเพื่อปรับธาตุปรับสมดุลในร่างกาย แต่อย่ามากเกินเพราะอาจเป็นพิษกับตัวคนกินได้ ดังนั้นรู้จักความพอดีได้ในใบชะพลู


🌿🌿วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย🌿🌿

👉 แก้เบาหวาน เอาต้นชะพลู ทั้ง 5 (เอาทั้งต้นตลอกถึงราก) มา 1 กำมือ พับเป็น 3 ทบใช้ ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปราะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี่ยวเหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ได้ผลชะงัดหรือจะเอาใบชะพลูทั้งต้นและใบ 9 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในภาชนะพร้อมด้วยน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานให้หมดก่อนอาหารเย็น โดยรับประทาน 15 วันต่อครั้ง เมื่อรับประทานไปได้ 2 ครั้ง ภายใน 30 วันแล้ว

👉 ยาแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เอาเปลือกหอยแครง 7 ฝา (เผาไฟให้เป็นขี้เถ้า) กับต้นชะพลูทั้ง 5 นำมาย่างไฟให้กรอบ ตำผสม กันให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อน รับประทานต่างน้ำชามีสรรพคุณแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆได้ผลชะงัด

👉 แก้ขัดเบา เอาต้นแจงทั้ง 5 หนัก 3 ตำลึง ชะพลู หนัก 3 ตำลึง แก่น ไม้สัก 3 ตำลึง ตัวยาทั้ง3 นี้ ใส่หม้อดิน กับน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยว ให้เหลือ 1 ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน เช้า-เย็น แก้ขัดเบาได้ผลชะงัก 4. เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ นำใบชะพลูมาจิ้มน้ำพริก หรือกะปิหลน น้ำพริกปลาป่น หรือจะนำใบชะพลูมาทำเมี่ยงคำ ทานวันละ อย่างน้อย ๗ ใบ ทุกวัน จะทำให้ธาตุปกติ เจริญอาหาร ขับเสมหะได้ดี

👉 ชะพลู ทั้งต้นรวมราก จำนวน 3 ต้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ตักดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็น ดื่มจนตัวยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มให้ครบ 15 วัน จึงหยุด แก้โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง เมื่อเป็นแล้วทำให้เลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองมีปัญหา ก่อให้ เกิดอาการเส้นโลหิตแตกหรือหัก เสียชีวิตได้

👉 แก้อาการบิด ด้วยการใช้รากประมาณครึ่งกำมือ ใช้ผลประมาณ 3 หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก)

👉 ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก,ทั้งต้น)

👉 ช่วย ขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ดอก,ราก)

👉 รากชะพลูเป็นหนึ่งในส่วนผสม ของตำรับสมุนไพรพิกัดยาตรีสาร ซึ่งช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม


🌿🌿ข้อควรระวัง🌿🌿

ใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญ คือ แคลเซียมและวิตามินเอซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย และสารคลอโรฟิล ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียด การกินใบชะพลูมาก ๆ ชนิดที่เรียกว่า กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ อาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วันนี้เราจึงมีเมนูที่มีใบชะพลูเป็นส่วนประกอบ นั่นก็คือเมนู แกงอ่อมหอยขม เป็นอีกหนึ่งเมนูของอาหารอีสานที่ชาวอีสานหลายคนไม่เคยลืม เป็นเมนูที่มีรสชาติจัดจ้าน แลมีความหอมของใบชะพลู ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากอร่อยแล้วยังได้ประโยชน์จากใบชะพลูอีกด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สาหร่ายทะเล ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม!!



สาหร่ายทะเลมีหลากหลายแบบและแต่ละแบบก็มีมากกว่าหนึ่งชนิด และเราก็รู้จักพืชชนิดนี้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “สาหร่ายสีเขียว” ที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้มากมาย ทั้งการกินโดยตรงและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ก็ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางรวมไปถึงเวชภัณฑ์ยาบางชนิด เนื่องจากในสาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายอื่นๆ มีคุณค่าของสารอาหารและสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราอยู่หลายชนิด

สาหร่ายโดยทั่วไปมักมีสารสำคัญ เช่น ไอโอดีน สังกะสี เหล็ก ทองแดง เส้นใยอาหาร วิตามินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถทำงานได้ดี ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ มีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคคอพอกได้ รวมทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี สดใสและเปล่งปลั่ง ดูแลเส้นผมให้แข็งแรง ไม่ขาดหรือหลุดร่วงได้ง่าย

“สาหร่ายสีเขียว” คือ? มีคุณค่าอย่างไร?

“สาหร่ายสีเขียว” หนึ่งในสาหร่ายทะเลที่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็มีสรรพคุณทางยาและประโยชน์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เป็นสาหร่ายที่จัดอยู่ในกลุ่ม Chlorophyceae นอกจากอาศัยในทะเลแล้วก็สามารถพบได้ในน้ำจืดด้วย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและเป็นแหล่งของโปรตีน ไขมัน เกลือ วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารสำคัญมากมายที่ร่างกายต้องการใช้ในกระบวนการทำงานภายใน เช่น เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ไบโอติน กรดไขมันไลโปอิก ฯลฯ การกินสาหร่ายชนิดนี้จึงนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

ส่งผลให้ปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนเริ่มหันมากินสาหร่ายสีเขียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการพัฒนาเพาะเลี้ยงสาหร่ายขึ้นมาด้วย เราจึงควรเลือกที่มีระบบการผลิตสะอาด ไม่มีแหล่งของมลพิษใกล้เคียงที่จะสะสมในสาหร่ายได้ เนื่องจากสาหร่ายโดยทั่วไปที่ขึ้นตามธรรมชาติจะพบมากในบริวณน้ำทะเลค่อนข้างใสและสะอาดเท่านั้น นอกจากนี้ในสาหร่ายมีโซเดียมปริมาณสูง จึงไม่ควรกินมากเกินไปโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไตและโรคความดันโลหิตสูงเพราะอาจทำให้เกิดพิษแก่ร่างกายได้


8 สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียว ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. สาหร่ายสีเขียวมีความโดดเด่นในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ร้ายอย่างโรคมะเร็งได้สูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ทำให้เซลล์แข็งแรง และยังลดความเสี่ยงของโรคร้ายได้หลายโรค

2. สาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่อาหารทางโภชนาการที่ร่างกายคนเราต้องการทุกวัน เพื่อจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้มีความแข็งแรง ส่งผลให้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ

3. สรรพคุณของสาหร่ายสีเขียวอุดมด้วยไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคคอพอก โดยร่างกายจะใช้ไอโอดีนในการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นปกติ

4. สาหร่ายสีเขียวช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง มีฤทธิ์ในการช่วยสมานแผล ต้านสารพิษต่างๆ ที่อยู่รอบตัว และล้างสารพิษที่ตกค้างออกจากร่างกาย

5. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระชุ่มกระชวยและมีชีวิตชีวา

6. สาหร่ายสีเขียวมีธาตุเหล็กและทองแดง ที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง รวมทั้งช่วยนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีธาตุสังกะสีซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการไข้หรือเจ็บป่วยไม่สบายได้เร็ว

7. สาหร่ายสีเขียวมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ หรือโรคตับอักเสบ เนื่องจากเป็นแหล่งของกรดอะมิโนหลายชนิดที่พืชบกส่วนใหญ่ไม่มี ซึ่งมีฤทธิ์ในการสมานแผลด้วยนั่นเอง

8. สาหร่ายสีเขียวใช้ประโยชน์ในการช่วยขับพิษ เพราะเส้นใยอาหารในสาหร่ายสีเขียวจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี บำรุงผิวพรรณให้สดใส ทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ และทำให้การดูดซึมอาหารของร่างกายดีขึ้น

ได้ทราบถึงสรรพคุณและประโยชน์ของสาหร่ายกันมากขึ้น โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวที่มีสารสำคัญอยู่มากมาย ซึ่งจะช่วยในการดูแลสุขภาพร่างกายได้มากทีเดียว ใครที่เคยคิดว่าสาหร่ายเป็นแค่อาหารกินเล่นๆ คงจะเปลี่ยนให้มันมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพกันแล้วล่ะ แต่ก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมนะ เพราะสาหร่ายเป็นพืชที่มีโซเดียมเยอะ ถ้าร่างกายได้รับมากเกินจะเป็นภาระให้ต้องขับโซเดียมออกจากร่างกายอีก

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผักชีไม่ได้มีดีแค่โรยหน้า



สรรพคุณและประโยชน์ของผักชี มีมากมายอย่างที่คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เราจึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร และเพื่อตกแต่งอาหารให้มีหน้าตาน่ากินยิ่งขึ้น แต่ที่ญี่ปุ่น “ผักชี” กลายเป็นผักที่หลายนิยมชมชอบกันมาก ทานกันเป็นกำๆ (ทั้งๆ ที่ผักชีที่บ้านเขาราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าบ้านเรา) ขนาดมีนักร้องบอยแบนด์ของญี่ปุ่นร้องเพลง “ผักชีเฮเว่น” (เฮเว่น = สวรรค์) โดยสื่อถึงความคลั่งผักชีของคนญี่ปุ่นนั่นเอง
จากกระแส"ผักชีฟีเวอร์"ขนาดหนัก จึงทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องเมนูที่มีผักชีเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ได้เป็นเพียงผักโรยหน้าแบบบ้านเรา เป็นผักชีกองๆ ทานกันเป็นกำๆ เลยทีเดียว แถมยังมีร้านอาหารที่ทั้งร้านจำหน่ายแต่เมนูที่มีผักชีเป็นส่วนประกอบเท่านั้นอีกด้วย นอกจากนี้เมนูผักชี ยังกลายเป็นเมนูแห่งปีของญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย (ปี 2016) ตอกย้ำกระแสชื่นชอบผักชีของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน

ผักชี เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ที่อยู่ในวงศ์ (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) หรือวงศ์ผักชีนั่นเอง โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ที่พบว่าปลูกมากเช่น ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปยุโรป อินเดีย เป็นต้น ส่วนในไทยจะมีแหล่งเพาะปลูกใหญ่ๆ ที่ จ.ราชบุรี นครปฐม ผักชีเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีแต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในช่วงอากาศหนาว ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงนิยมนำมาประกอบอาหารและตกแต่งจานอาหารให้น่ารับประทานอยู่เสมอ ดังนั้นผักชีจึงจัดเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับครัวของคนไทย


สรรพคุณทางยาของผักชี

สรรพคุณทางยาของผักชีนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตั้งแต่ส่วนของใบผักชีที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อนจึงช่วยขับเหงื่อ ทำให้ระบบย่อยอาหารดีและเจริญอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย ขับเสมหะ แก้หวัด แก้ไอ บรรเทาอาการปวดหัว บำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ มีสารต้านมะเร็ง แบคทีเรีย และเชื้อรา กระตุ้นการทำงานของเลือด และช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นไปอย่างปกติ ต่อมาคือรากผักชีมีสรรพคุณช่วยขับพิษไข้ในหัดและอีสุกอีใส ส่วนเมล็ดผักชีหรือลูกผักชี ก็มีสรรพคุณทางยาที่ไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่น มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดอาการปวดฟัน และในเมล็ดผักชียังมีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้ด้วย อย่างไรก็ดี มีข้อห้ามในการกินผักชีอยู่นิดหน่อยว่า ควรกินในปริมาณที่พอดี อย่ากินมากไปเพราะจะทำให้กลิ่นตัวแรงได้


ไม่ว่าจะกินข้าวต้มก็มีผักชี กินก๋วยเตี๋ยวก็มีผักชี กินแกงจืดแกงเผ็ดก็มีผักชีกินยำหรือกินน้ำพริกก็มีผักชีอีก เอาเป็นว่าเกือบทุกเมนูอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันต้องมีผักชีโรยหน้าอยู่เสมอ เพราะผักชีนั้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีลักษณะของใบที่มีสีเขียวสด รูปร่างสวยงาม จึงเป็นที่นิยมนำผีกชีมาตกแต่ง โรยหน้าอาหาร

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ของดีมีประโยชน์



ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของถั่วแล้ว ก็เป็นอาหารจำพวกโปรตีนอีกชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อย แถมยังมีให้เลือกรับประทานอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นถั่วปากอ้า ถั่วลิสง อัลมอนด์ พิสตาชิโอ และถั่วอีกชนิดหนึ่งที่มีรสชาติอร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของคนไม่น้อยก็ได้แก่ "เม็ดมะม่วงหิมพานต์" แม้ว่าชื่อจะดูไม่เหมือนเป็นถั่ว แต่ขอบอกเลยล่ะว่านี่เป็นถั่วอีกชนิดที่น่าสนใจและอยากให้ได้ลิ้มลองกัน เพราะนอกจากจะอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง กินแล้วดีกับสุขภาพ

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์

1. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พบอยู่ในเมล็ดองุ่น มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก และช่วยหยุดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย มีการศึกษาพบว่าการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ และด้วยแร่ทองแดงที่มีอยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในปริมาณสูงก็ยังทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้มีประโยชน์ในการยับยั้งความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้อีกเช่นกัน

2. เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ
ในบรรดาถั่วทุกชนิด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ถือเป็นถั่วที่มีปริมาณไขมันน้อยที่สุด แถมภายในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นก็ยังอุดมไปด้วยกรดโอเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่พบได้มากในน้ำมันมะกอก โดยเจ้ากรดโอเลอิกนี้เป็นกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการศึกษาพบว่า กรดโอเลอิกจะเข้าไปลดปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง และลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อีกทั้งแมกนีเซียมในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยังช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันไม่ให้หัวใจวาย ไม่เพียงเท่านั้น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ยังไม่มีคอเลสเตอรอลให้กวนใจ ใครที่อยากให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขอแนะนำให้หามารับประทานเลยค่ะ


3. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง
เรามักจะเข้าใจว่าแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับกระดูก แต่จริง ๆ แล้วแมกนีเซียมก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากแคลเซียมแล้วในกระดูกของเราก็มีแมกนีเซียมอยู่ด้วยเช่นกัน และเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการสะสมแคลเซียมของกระดูก การขาดแมกนีเซียมก็อาจจะทำให้กระดูกไม่สามารถสะสมแคลเซียมไว้ใช้ได้เพียงพอ อีกทั้งเอนไซม์จากแร่ทองแดงที่อยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยังทำงานร่วมกับคอลลาเจนและอิลาสตินในร่างกาย ทำให้กระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ทำงานได้อย่างแข็งแรงคงทน รวมทั้งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย

4. บำรุงสายตา
ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมาจากสารอนุมูลอิสระตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าสารซีแซนทิน (zea-xanthin) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะถูกดูดซึมเข้าไปยังจอประสาทตา และเข้าไปช่วยป้องกันรังสี UV อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตาในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

5. บำรุงสุขภาพผมและผิวหนัง
ทองแดง ถือเป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งสามารถพบได้มากในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเจ้าแร่ทองแดงนี้มีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก เอนไซม์เหล่านั้นทำหน้าที่ในการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเมลานิน และเจ้าเมลานินนี่ล่ะค่ะที่มีความสำคัญต่อเส้นผมและผิวหนัง ช่วยให้ผมดกดำ แล้วผิวหนังมีเม็ดสีที่สม่ำเสมอกันค่ะ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ โทษก็มี จะกินทั้งทีต้องระวังแบบนี้

พูดกันถึงเรื่องประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์กันไปเยอะแล้ว คราวนี้เราลองมาดูโทษของเม็ดมะม่วงหิมพานต์กันบ้างค่ะ แม้ว่าจะมีประโยชน์มาก แต่การรับประทานถั่วชนิดนี้เข้าไปมาก ๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตกค้างของสารบางชนิดที่มีในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรืออาการแพ้เช่นเดียวกับถั่วชนิดอื่น ๆ


อย่างที่ทราบกันว่าคนส่วนใหญ่นิยมนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาประกอบในอาหารได้ทั้งคาวและหวาน ส่งผลให้รสชาติของอาหารอร่อยได้อย่างลงตัว ซึ่งในบางเมนูเราอาจจะไม่เชื่อว่าสามารถนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาเป็นส่วนผสมในการทำอาหารได้ด้วยเช่นกัน วันนี้เราเลยนำเมนูที่มีส่วนประกอบของเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาฝากกันค่ะ นั่นก็คือ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง เป็นเมนูที่ได้ประโยชน์มากมายเลยค่ะ สำหรับใครที่อยากลองเมนูนี้เชิญได้ที่ร้านเดอะโฮมได้เลยค่ะ

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไข่มดแดง โปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ



ไข่มดแดงถือเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะมีโปรตีนสูง โดยในไข่มดแดง 100 กรัม หรือประมาณ 6 ช้อนกินข้าว จะมีโปรตีนสูงถึง 8.2 กรัม แถมไข่มดแดงยังมีไขมันและแคลอรีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับไข่ไก่ เพราะไข่มดแดงมีไขมันเพียง 2.6 กรัม ในขณะที่ไข่ไก่มีไขมันมากถึง 11.7 กรัม สำหรับปริมาณกิโลแคลอรีในไข่มดแดงให้พลังงาน 86 กิโลแคลอรี ในขณะที่ไข่ไก่ให้พลังงานถึง 155 กิโลแคลอรี เมื่อเทียบคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน


และนอกจากที่ไข่มดแดงจะเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว วิธีการนำไข่มดแดงมาปรุงประกอบให้สะอาด ปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องล้างก่อนนำมาปรุงประกอบอาหาร และต้มหรือลวกให้สุกทุกครั้ง ไม่ควรกินแบบสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค สำหรับวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงประกอบกับไข่มดแดง มักจะเป็นผักพื้นบ้าน จะต้องล้างทำความสะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนจากเชื้อโรค และพยาธิ สารพิษหรือยาฆ่าแมลงเช่นเดียวกัน โดยการล้างอย่างน้อย 3 น้ำ



ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่เมนูไข่มดแดงกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหาซื้อได้ตามท้องตลาด และบางพื้นที่ยังสามารถสอยไข่มดแดงมาปรุงประกอบได้เอง วันนี้เราได้นำเมนูเด็ดของทางร้านมาแนะนำ นั่นก็คือ เมนูแกงผักหวานไข่มดแดง ซึ่งเมนูนี้เป็นเมนูเด็ดประจำร้านของเรา ที่ใครๆได้ลองรับรองติดใจ

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

5 อาหารต้านโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง


โรคร้าย

โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลก และยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ เนื่องจากสารอนุมูลอิสระ ที่อยู่รอบ ๆตัวเรา รวมทั้งการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมสารพิษ จนเซลล์ผิดมากปกติมากจนเกินไป จนนำไปสู่โรคมะเร็ง ซึ่งเราสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ด้วยการรับประทานอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการต้านมะเร็ง ซึ่งเราสามารถค้นหาได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ดังต่อไปนี้

1.กระเทียม

กระเทียม

เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในการบำรุงกำลังมานับตั้งแต่สมัยโบราณ มีการใช้ในกระเทียมใช้เป็นยาฆ่าเชื้อได้ สรรพคุณเด่นของกระเทียมคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการป้องกันมะเร็ง จากการศึกษาในฟลอริดาพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ที่ทานกระเทียม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีกว่า ผู้ที่ไม่ทานกระเทียมถึง 139 เปอร์เซ็นต์ และมีการทดลองพบว่าทั้งกระเทียมและหัวหอม สามารถลดการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง จากการทดลองในหนูให้หนูที่มีพันธุกรรมที่จะเป็นมะเร็งได้ง่าย ให้กินกระเทียมพบว่าช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็งลงได้

2.เห็ด

เห็ด

อาหารตระกูลเห็ดนั้น นอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง เห็ดมีสรรพคุณในการลดสารพิษ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็งได้ โดยทางนักวิจัยได้ค้นพบว่า เห็ดไรชิ, เห็ดชิตาเกะ และเห็ดไมตาเกะ ซึ่งในเห็ดไมตาเกะนั้นประกอบด้วย โพลีแซคคาไลท์ ที่ชื่อว่า เบต้ากลูแคน ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยลดความดันเลือด

3.ถั่ว

ถั่ว

ในเมล็ดถั่วนั้นเต็มไปด้วยโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย และอุดมไปด้วยไขมันที่ดีต่อร่างกาย ถั่วมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งได้ ในเมล็ดพืชที่มีเปลือกนั้น จะมีสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ ซึ่งจากการทดลองทำให้พบว่า สารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ และในถั่วนั้นยังประกอบไปด้วยสารไอโซฟลาโวน และสารไฟโตเอสโตรเจน ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี


4.แคโรทีนอยด์

จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ พบได้ในผักผลไม้ สีเขียวและสีส้ม ซึ่งอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แคโรทีนอยด์จะเป็นพิษต่อมะเร็ง จึงช่วยต้านมะเร็งได้อย่างดี

5.กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี

พืชจำพวกกะหล่ำ เช่น บรอคโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ซึ่งพืชเหล่านี้ มีส่วนหัวติดอยู่กับพื้นดิน ทำให้พืชชนิดนี้มีสารอินโดล ที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ซึ่งทางนักวิทยาศาสตร์ของจอห์น ฮอปกิ้นส์ ได้ทำการทดลองกับสัตว์ที่เลี้ยงด้วยพืชประเภทนี้ เมื่อได้รับสารพิษที่จะก่อมะเร็งให้กับร่างกาย จะลดโอกาสในการเกิดมะเร็งลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน

มะเร็งนั้นเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยการรับประทานอาหารที่ได้แนะนำไว้ในข้างต้น หรือทานอาหารที่มีส่วนประกอบวัตถุดิบทั้ง 5 อย่างที่เล่ามาข้างบนนะค่ะ วันนี้เราก็มีเมนูอาหารมาแนะนำเช่นเคยค่ะ เมนูนี้เลยค่ะ “ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน” เป็นอาหารรสแซ่บ ครบเครื่องเรื่องเครื่องเคียง ต้องมาลองทานกันนะค่ะ ร้านตั้งอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ใครที่ผ่านไปผ่านมาก็สามารถแวะมาลองกันได้นะค่ะ

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของปูแก้ช้ำในจริงหรือไม่..?


ประโยชน์ของปู

เมื่อเอ่ยถึงปู ใคร ๆ ก็ร้องอ๋อ! เพราะเนื้อปูนั้นมีรสชาติที่อร่อย ใคร ๆก็อยากกิน โดยเฉพาะแกงคั่วเนื้อปู พูดแล้วชวนให้น้ำลายไหล คนไทยเรารู้จักกินปูมาเป็นเวลาช้า ใครจะไปรู้ว่าปูมีประโยชน์แก้ช้ำใน โดยธรรมชาติ ปูเป็นสัตว์ที่ชอบต่อสู้กันเอง ปูจะต่อสู้กันจนขาหัก แต่ดูเหมือนว่าแม้ขาจะหัก ปูก็ยังไม่วิตกกังวลแต่อย่างไร
ปูมีนิสัยที่แปลก ปูที่เจริญเติบโตในน้ำจืด เวลาขยายพันธุ์จะไปวางไข่ในทะเล พอถึงหน้าผสมพันธุ์ก็จะไปฮันนีมูนและวางไข่ในทะเล
ปูมีประมาณ 300 ชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล มีอยู่ประมาณ 20 ชนิดที่อยู่ในน้ำจืด ในชั่วชีวิตหนึ่งแม่ปูจะออกไข่เพียงครั้งเดียว ไข่ที่ออกจะมีหลายหมื่นใบ

สรรพคุณ
ปูมีคุณสมบัติเย็น รสเค็ม สรรพคุณแก้ช้ำใน แก้หิด เกลื้อน ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก


ข้อควรระวัง
ผู้ที่เป็นหวัด หรือมีอาการท้องอืด แน่น มีแก๊สในกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย และรู้สึกเย็นบริเวณท้อง ไม่ควรกินปู ปูเป็นอาหารที่อร่อย ใคร ๆ ก็ชอบกิน แต่การกินปูนั้นมีข้อพึงระวัง 2 ประการ คือ
1. อาการเป็นพิษ มักเกิดขึ้นหลังจากกินปูไปแล้ว 14-24 ชั่วโมง มีอาการปวดท้อง หลังจากนั้นจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือดคล้ายบิด
นอกจากนี้ยังมีอาการอาเจียนหรืออยากอาเจียน มีไข้ ถ้าเป็นมากจะขาดน้ำ ทำให้เกิดอาการเกร็งทั้งตัว ความดันโลหิตลดลง บางครั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ อาการแพ้มักเนื่องมาจากกินเนื้อปูที่ทำไม่สุกหรือไม่สด
2. พยาธิในปู ส่วนใหญ่มักมีในปูน้ำจืด เกิดจากการปรุงไม่สุก ดังนั้นจึงควรเลือกกินปูที่สดและปรุงให้สุกแล้วจึงกิน

แกงคั่วเนื้อปู

จากที่ได้ทำความรู้จักกับประโยชน์ของปูมาแล้วนะคะ วันนนี้เราก็มีเมนูอาหารมาแนะนำกันค่ะ เมนู “ แกงคั่วเนื้อปู ” เมนูอาหารอีสานที่หวังว่าใครหลายคนรู้จักแล้วนิยมสั่งมาทานเมื่อมาทานอาหารที่ร้านอาหารเดอะโฮมอุบล ในส่วนใครที่ยังไม่เคยมาลองทาน รีบมาตำเลยค่า

บำรุงสายตาสไตล์บ้านๆ ด้วยผักบุ้งแดง

ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญของ ร่างกาย เรา แม้จะเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กแต่ก็มีความละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นอย่างมาก นอกจากดวงตาจะมีหน้าที่ในการม...